Page 111 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
P. 111
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 110 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ประจำ�ปีงบประมาณ�พ.ศ.�2562
มาตรา 161/1 ว่า “การฟ้องคดีอาญาในปัจจุบันปรากฏ ในกฎหมายและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ปัญหาว่า คดีจำานวนไม่น้อยที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต อีกทั้งรัฐบาลไทย ได้สนับสนุนการรับรองปฏิญญาว่าด้วย
หรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และได้รับข้อเสนอแนะภายใต้
จำาเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่นยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้ กระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน
โดยชอบ เช่น การยื่นฟ้องต่อศาลในพื้นที่ห่างไกล (Universal Periodic Review: UPR) ว่าจะทำาให้กฎหมาย
เพื่อให้จำาเลยได้รับความลำาบากและต้องเสียค่าใช้จ่ายจำานวนมาก ไทยว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออกสอดคล้องกับกฎหมาย
ในการเดินทางไปต่อสู้คดี หรือการฟ้องจำาเลยในข้อหา ระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน ประกอบกับแผนปฏิรูป
ที่หนักกว่าความเป็นจริง เพื่อต่อรองให้จำาเลยต้องยอม ประเทศด้านกระบวนการยุติธรรมได้กำาหนดให้มี
กระทำาหรือไม่กระทำาการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นการ การพัฒนากลไกช่วยเหลือและเพิ่มศักยภาพให้ประชาชน
มิชอบ โดยเฉพาะการฟ้องร้องเพื่อคุกคามการใช้ เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมด้วย การเพิ่มบทบัญญัติมาตรา
สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของจำาเลยในการป้องกันตนเอง 161/1 ไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หรือป้องกันประโยชน์สาธารณะ ทำาให้มีคดีขึ้นสู่การไต่สวน จะเป็นการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนซึ่งมี
มูลฟ้องของศาลเป็นจำานวนมาก ซึ่งสร้างความเดือดร้อน ความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องดำาเนินคดีในลักษณะดังกล่าว
แก่ผู้ที่ถูกฟ้องร้องและบุคคลที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งในเรื่องนี้ รวมทั้งมีผลเป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
คณะทำางานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ขั้นพื้นฐานของบุคคลและชุมชนในการป้องกันตนเอง
ได้ออกแถลงการณ์ เมื่อสิ้นสุดการเยือนประเทศไทย และป้องกันประโยชน์สาธารณะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์
(ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 4 เมษายน 2561) และ ต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภาพรวม
มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลไทยว่า “รัฐบาลควรดูแลว่า ทั้งยังอาจส่งผลไปสู่การลดความเหลื่อมลำ้าในโอกาส
การฟ้องหมิ่นประมาทจะไม่ถูกธุรกิจนำามาใช้เป็นเครื่องมือ ทางสังคม อันเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วย
บั่นทอนสิทธิและเสรีภาพอันชอบธรรมของผู้ได้รับ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหนังสือ ด่วนที่สุด
ผลกระทบ องค์กรประชาสังคม และนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ สม 0007/167 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 กราบเรียน
เราทราบข้อเสนอแนะแก้ไขมาตรา 161/1 ของประมวล ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แสดงความเห็นสนับสนุน
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายคุ้มครองพยาน มาตรา 8 แห่งร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
รวมถึงความริเริ่มในการจัดทำาแนวทางปฏิบัติเพื่อคุ้มครอง กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
นักปกป้องสิทธิมนุษยชน ความพยายามดำาเนินการเหล่านี้ ที่ให้เพิ่มมาตรา 161/1 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
เป็นโอกาสอันดีสำาหรับรัฐบาลไทยที่จะได้จัดการกับ ความอาญา ความว่า “มาตรา 161/1 ในกรณีที่ราษฎร
ข้อกังวลเกี่ยวกับพื้นที่พลเมืองที่หดแคบลงไป อย่างไรก็ตาม เป็นโจทก์ หากความปรากฏต่อศาลว่า โจทก์ใช้สิทธิ
เพื่อให้บังเกิดผลหน่วยงานของรัฐทั้งหมดที่รับผิดชอบ ฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือโดยบิดเบือนข้อเท็จจริง
การดำาเนินการดังกล่าว ควรทำางานร่วมกับผู้ได้รับประโยชน์ เพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำาเลยหรือโดยมุ่งหวังผลอย่างอื่น
อย่างสร้างสรรค์และตราบทบัญญัติที่ตอบต่อข้อกังวล ยิ่งกว่าประโยชน์ที่พึงได้โดยชอบ ศาลจะมีคำาสั่ง
ที่ชอบธรรมทั้งหมด” ไม่ประทับฟ้องคดีนั้นก็ได้ และห้ามโจทก์ยื่นฟ้องคดีนั้นอีก
คำาสั่งเช่นว่านี้ ไม่ตัดอำานาจพนักงานอัยการที่จะยื่นฟ้อง
3. กรณีนักปกป้องสิทธิมนุษยชนประสบปัญหา คดีนั้นใหม่”
ถูกฟ้องร้องดำาเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับ
การมีส่วนร่วมของสาธารณชน (Strategic Litigation ผลสำาเร็จ/ความก้าวหน้าในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
Against Public Participation: SLAPP) นั้น รัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และกติกา ความเห็นและข้อเสนอในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายต่อ
ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมาย
การเมือง (International Covenant on Civil and วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 ดังกล่าวเพื่อ
Political Rights: ICCPR) ได้รับรองหลักความเสมอภาคกัน ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งสนับสนุน

