Page 107 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562
P. 107
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 106 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ประจำ�ปีงบประมาณ�พ.ศ.�2562
3) ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและ ในกรณีที่ผู้เสียหายและผู้ถูกกล่าวหาไม่ยินยอมตามที่
คุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อร่างพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ย ไกล่เกลี่ย ให้จำาหน่ายข้อพิพาทนั้นแต่เพื่อประโยชน์ในการ
ข้อพิพาท พ.ศ. .... ที่ผู้เสียหายจะไปดำาเนินคดีต่อไป อายุความการร้องทุกข์
ประเด็น/ความเป็นมา ตามประมวลกฎหมายอาญาให้เริ่มนับแต่วันที่จำาหน่าย
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นควรให้มีการ ข้อพิพาทหรือนับแต่วันที่ศาลมีคำาสั่งถึงที่สุดไม่บังคับ
พิจารณาศึกษา รวบรวมข้อเท็จจริงและวิเคราะห์ ตามข้อตกลงระงับข้อพิพาท” เพื่อป้องกันการใช้สิทธิ
กรณีการสนับสนุนและผลักดันร่างพระราชบัญญัติ โดยไม่สุจริตในการประวิงคดี และคุ้มครองสิทธิของ
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. .... เพื่อให้สอดคล้องกับหลัก ผู้เสียหายในการดำาเนินคดีอาญา
สิทธิมนุษยชน ต่อคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 4) ควรกำาหนดให้ชัดเจนในมาตรา 8 (2) ว่า ผู้ขึ้นทะเบียน
2560 มาตรา 247 (3) และพระราชบัญญัติประกอบ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยควรประกอบด้วยผู้มีประสบการณ์
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในแต่ละด้านซึ่งมีความหลากหลาย อย่างน้อยควรประกอบด้วย
พ.ศ. 2560 มาตรา 26 (3) และมาตรา 42 ผู้มีประสบการณ์ด้านกฎหมายเฉพาะด้านการประนีประนอม
ข้อพิพาททางแพ่งหรือทางอาญาด้านวิชาชีพต่าง ๆ
ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและ ด้านสิทธิมนุษยชน ด้านการสังคมสงเคราะห์ ด้านจิตวิทยา
คุ้มครองสิทธิมนุษยชน ด้านการพัฒนาชุมชน ด้านอาชญาวิทยา หรือด้านอื่น ๆ ที่จำาเป็น
1) ควรกำาหนดนิยามของคำาว่า “คู่กรณี” ในมาตรา 3 และเป็นประโยชน์ต่อการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามที่กำาหนด
ให้ชัดเจน เช่น “คู่กรณีตามข้อพิพาททางอาญา” ในกฎกระทรวง โดยให้หน่วยงานที่บุคคลนั้นเคยทำางานหรือ
หมายความรวมถึงผู้มีอำานาจจัดการแทนผู้เสียหาย มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนั้น ๆ เป็นผู้รับรอง
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา “คู่กรณีตาม
ข้อพิพาททางแพ่ง” หมายรวมถึงผู้แทนโดยชอบธรรม 5) ควรแก้ไขบทบัญญัติมาตรา 12 วรรคสอง ว่า
และผู้อนุบาล เป็นต้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจ “ในกรณีที่คู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีหลายคน หากมีการ
เกิดขึ้นในกระบวนการไกล่เกลี่ย รวมทั้งเพื่อความถูกต้อง ตั้งข้อรังเกียจผู้ไกล่เกลี่ยตามวรรคหนึ่งโดยคู่กรณีคนใด
สมบูรณ์ของการตกลงระงับข้อพิพาทและยุติการดำาเนินคดี คนหนึ่งในฝ่ายเดียวกันให้มีการพิจารณาข้อรังเกียจดังกล่าว
ร่วมกันเพื่อพิจารณาถอดถอนผู้ไกล่เกลี่ย และตั้งผู้ไกล่เกลี่ย
2) ควรพิจารณาทบทวนบทบัญญัติมาตรา 4 คนใหม่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนั้นต่อไป”
ให้ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐที่จะต้องปฏิบัติตาม และมีควรบัญญัติผลของการถูกถอดถอนตามมาตรา 13
พระราชบัญญัตินี้ให้มีความชัดเจน เป็นต้นว่า “มาตรา ให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะการถูกถอดถอนตาม
4 หลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ยตามกฎหมายต่าง ๆ มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 13 (4) ให้เห็นความแตกต่าง
ให้เป็นไปตามที่กำาหนดไว้ในกฎหมายนั้น เว้นแต่ในกรณีใด กับเพิกถอนตามมาตรา 15 (3) ที่มีผลทำาให้ขาดคุณสมบัติ
ที่ไม่มีกฎหมายกำาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการไกล่เกลี่ย ตามมาตรา 8
ในเรื่องใดไว้เป็นการเฉพาะ ให้นำาหลักเกณฑ์และวิธีการ
ตามที่กำาหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ไปใช้บังคับ” เพื่อให้ 6) ควรแก้ไขปรับปรุงมาตรา 33 กำาหนดให้ข้อพิพาท
สอดคล้องกับสถานะของการเป็นกฎหมายกลางว่าด้วย ที่เกี่ยวกับการกระทำาความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดเกี่ยวกับ
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การทารุณกรรมต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว
เป็นข้อพิพาททางอาญาที่ไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้
3) ควรพิจารณาทบทวนบทบัญญัติมาตรา 5 กำาหนด ตามพระราชบัญญัตินี้ เนื่องจากผู้เสียหายมีสิทธิที่จะร้องขอ
ให้นำาหลัก “อายุความสะดุดหยุดอยู่” มาใช้แทนการขยาย คุ้มครองสวัสดิภาพและมีมาตรการพิเศษตามกฎหมาย
ระยะเวลาออกไป 60 วัน และสำาหรับข้อพิพาททางอาญา เฉพาะประเภทนั้น ๆ อยู่แล้ว ซึ่งมีความเหมาะสมกว่า
เห็นควรเพิ่มเติมบทบัญญัติว่า “สำาหรับข้อพิพาททางอาญา การใช้กระบวนการทางอาญา

