Page 179 - รายงานฉบับสมบูรณ์ (ฉบับย่อ) โครงการแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทย : กรณีแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก
P. 179

จากความสำเร็จในการขยายการผลิตเนื้อไก่ในไทย จากในปี 2514 ไทยเคยผลิตเนื้อไก่ได้เพียงประมาณปีละ 2

               แสนตันต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 1.62 ล้านตันในปี 2560 หรือเติบโตกว่า 5 เท่าตัวในระยะเวลาเกือบ 5 ทศวรรษที่
               ผ่าน โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4.8 ต่อปี ขณะที่เป็ดเนื้อ หมู วัวและควายมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี

               เพียงร้อยละ 2.6, 3.8, 0.8 และ -3.8 ตามลำดับ ผลจากความสามารถในการขยายการผลิตทำให้เนื้อไก่ในไทย

               มีราคาเปรียบเทียบที่ถูกลง โดยในปี 2534 ราคาต่อกิโลกรัมของเนื้อวัว เนื้อหมู และเนื้อเป็ด เคยแพงกว่าเนื้อ
               ไก่ 1.6, 1.4 และ 1.4 เท่า ตามลำดับ แต่ในอีกเกือบ 30 ปีต่อมา คือในปี 2560 ราคาต่อกิโลกรัมของเนื้อวัว

               เนื้อหมู และเนื้อเป็ด แพงกว่าเนื้อไก่ มากถึง 4.8, 1.8 และ 2.1 เท่า ตามลำดับ

                       อุตสาหกรรมสัตว์ปีกมุ่งสู่การเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มากขึ้น โดยเฉพาะไก่เนื้อที่มีจำนวนไก่ต่อ
               ฟาร์มสูงกว่าสัตว์ปีกชนิดอื่นๆ เป็นอย่างมาก โดยมีการเริ่มพัฒนาจากการรับเทคโนโลยีการผลิตจากธุรกิจขนาด

               ใหญ่ในต่างประเทศ การยกระดับเทคโนโลยีผ่านการควบรวมกิจการในแนวดิ่งของธุรกิจขนาดใหญ่ (การลงทุน

               ผลิตในทุกช่วงของห่วงโซ่อุปทาน) และการขยายตัวของระบบเกษตรกรพันธสัญญา จนทำให้ในปัจจุบัน
               อุตสาหกรรมเติบโตและปรับสู่การเป็นธุรกิจเพื่อการส่งออกอย่างเต็มตัว

                       การส่งออกสินค้าสัตว์ปีกของไทยเติบโตอย่างสูงในช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 จากผลของค่าเงิน

               บาทที่อ่อนลงอย่างมาก ทำให้สินค้าสัตว์ปีกของไทย (เกือบทั้งหมดเป็นไก่เนื้อ) มีราคาที่ถูกลงเมื่อเทียบกับ
               สินค้าจากประเทศอื่นๆ โดยในปี 2540 และ 2541 ปริมาณการส่งออกสินค้าสัตว์ปีก เติบโตร้อยละ 14 และ

               43 ตามลำดับ แม้ว่าในปี 2542 ยุโรปจะประกาศข้อกำหนดว่าด้วยสวัสดิภาพของสัตว์ และ ในปี 2545 ไทยจะ

               ถูกสั่งแบนสินค้าสัตว์ปีกบางส่วนจากการตรวจพบสารต้องห้ามในเนื้อไก่ที่ส่งออกไปยุโรป แต่เหตุการณ์ทั้ง 2
               ครั้ง ภาครัฐไทยก็สามารถรับมือและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วจนทำให้ไม่เกิดผลกระทบต่อการ

               ส่งออกสินค้าสัตว์ปีกของไทยมากนัก

                       วิกฤตครั้งใหญ่สุดของอุตสาหกรรมสัตว์ปีกที่ผ่านมา คือการระบาดของโรคไข้หวัดนกในปี 2547-2549
               ที่ทำให้เกิดการทำลายสัตว์ปีกในไทยกว่า 63 ล้านตัว และมีการสั่งห้ามการนำเข้าสินค้าสัตว์ปีกจากไทยโดย

               ประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่หลังจากนั้นภาครัฐไทยได้กำหนดมาตรการแก้ไขต่างๆ และได้นำระบบคอมพาร์ต

               เมนต์เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกเป็นแห่งแรกของโลกในปี 2549 ซึ่งมีการกำหนดมาตรฐานฟาร์มที่
               เข้มงวดและจะต้องตรวจสอบที่มาของสินค้าได้ตลอดช่วงห่วงโซ่อุปทาน ด้วยมาตรการต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ไทย

               ยังไม่เคยมีปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดนกภายในประเทศอีกเลยตั้งแต่การทำลายสัตว์ปีกครั้งสุดท้ายเมื่อ

               วันที่ 12 พ.ย. 2550 ในขณะที่ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านของไทยยังมีรายงานการพบ
               ผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดนกจนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จของมาตรการการควบคุมโรคไข้หวัดนกทำให้ยุโรปและญี่ปุ่น

               อนุญาตให้นำเข้าเนื้อไก่สด/แช่แข็งจากไทยอีกครั้งในปี 2555 และ 2557 ตามลำดับ

                       ในปี 2561 ประเทศไทยส่งออกสัตว์ปีกแช่แข็งและแปรรูปเป็นอันดับ 9 ของโลก และส่งออกสัตว์ปีก
               แปรรูปเป็นอันดับ 1 ของโลก หากพิจารณารวมทั้งสองผลิตภัณฑ์ ไทยจะเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกอันดับ

               4 ของโลกด้วยมูลค่าการส่งออก 3,296.8 ล้าน ดอลลาร์ สรอ. เป็นรอง บราซิล (6,315.5 ล้าน ดอลลาร์ สรอ.),

               สหรัฐฯ (4,079.6 ล้าน ดอลลาร์ สรอ.), และ เนเธอแลนด์ (3,315.6ล้าน ดอลลาร์ สรอ.) หาก รวมถึง อันดับ 5





               ร่างรายงานขั้นสุดท้าย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย                      หน้าที่ 161 | 180
   174   175   176   177   178   179   180   181   182   183   184