Page 95 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 95
90
รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑ (๑) ควรมีมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิด
สิทธิมนุษยชน ส�านักงานต�ารวจแห่งชาติ และกองทัพบก ควรด�าเนินการตามกฎหมาย
และระเบียบที่เกี่ยวข้องแก่ผู้ถูกร้องทั้งสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดที่กระท�าการอันเป็น
การละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีตรวจค้นบ้านพักของบิดาเลี้ยงของผู้ร้องที่ ๑ และน�าตัว
บิดาเลี้ยงและพวก รวม ๗ คน ไปควบคุมตัว โดยให้ด�าเนินการภายในระยะเวลา ๖๐ วัน
นับแต่วันที่ได้รับรายงานนี้
(๒) กองบังคับการต�ารวจนครบาล ๓ สถานีต�ารวจนครบาลมีนบุรี และกองทัพภาคที่ ๑
ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ถูกร้องที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ควรก�าชับเจ้าหน้าที่ ในสังกัด
ให้ตระหนักว่า การใช้อ�านาจใด ๆ ที่อาจกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
โดยเฉพาะการตรวจค้น จับกุม และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา จะต้องให้ความส�าคัญ
กับกระบวนการและขั้นตอนตามกฎหมาย รวมทั้งค�านึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก โดยให้
ด�าเนินการภายในระยะเวลา ๖๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงานนี้
(๓) ควรพิจารณาจัดหลักสูตรอบรมแก่เจ้าหน้าที่ ในสังกัดซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงาน
ฝ่ายปกครอง ให้มีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการใช้อ�านาจ
เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง ครบถ้วน และไม่กระท�าการ
ใด ๆ ที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน โดยปลูกฝังความตระหนักรู้เกี่ยวกับ
หลักสิทธิมนุษยชนหรือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นหลักการส�าคัญในการ
ปฏิบัติหน้าที่ อันจะท�าให้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนได้รับการคุ้มครองอย่างเป็น
รูปธรรมยิ่งขึ้น
๕. กรณีกล่าวอ้างว่าผู้ต้องขังชาวต่างประเทศถูกจ�ากัดสิทธิในการติดต่อสื่อสารกับครอบครัว
ในต่างประเทศและไม่ได้รับการรักษาพยาบาลที่เหมาะสม รวมทั้งขอให้มีการโอนตัวไป
เรื่อง
รับโทษต่อในประเทศภูมิล�าเนา (รายงานฯ ที่ ๒๒๑/๒๕๖๑) กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียน
ขอให้ตรวจสอบกรณีกล่าวอ้างว่าผู้ร้องเป็นผู้ต้องขังชาย สัญชาติปากีสถาน ถูกศาลพิพากษา
ลงโทษจ�าคุก ๕๐ ปี ในคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษและรับโทษมาแล้ว
๘ ปี เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๙ ถูกย้ายจากเรือนจ�ากลางบางขวางไปคุมขังอยู่ที่เรือนจ�า
กลางคลองเปรม ถูกจ�ากัดสิทธิในการติดต่อสื่อสารกับครอบครัวในต่างประเทศ และไม่ได้
รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการป่วยตามค�าร้องขอ รวมทั้งขอให้ช่วยติดตามเรื่องการ
ขอโอนตัวไปรับโทษต่อ ณ สาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศภูมิล�าเนาของผู้ร้อง
กสม. พิจารณากรณีการร้องเรียนข้างต้นแล้ว มีมติให้ยุติเรื่อง และให้มีข้อเสนอแนะ
มาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๗ (๓) และพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ มาตรา ๒๖ (๓)
ข้อเสนอแนะ กรมราชทัณฑ์ ข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
เกี่ยวกับกรณีปัญหาข้อจ�ากัดในการติดต่อสื่อสารของผู้ต้องขังกับครอบครัว ภายนอกเรือนจ�า

