Page 100 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 100
95
หรือภาคเอกชนมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนมากขึ้นจากสถิติการร้องเรียน
ต่อ กสม. ระหว่างปี ๒๕๔๔-๒๕๖๐ ปรากฏว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้อง
กับการด�าเนินธุรกิจในประเทศไทยส่วนใหญ่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเกิดจากการด�าเนินกิจการ เช่น การบริหารจัดการพลังงาน การประกอบกิจการเหมืองแร่ รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
โครงการพัฒนาหรือการลงทุนขนาดใหญ่ เป็นต้น ทั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และจาก
โครงการลงทุนหรือการพัฒนาทั้งของรัฐและเอกชนสัญชาติไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑
และปัญหาสิทธิแรงงาน แรงงานข้ามชาติ และสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสียและ
กลุ่มเปราะบาง ปัญหาดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทวีความซับซ้อนมากขึ้น เมื่อประเทศไทย
มีนโยบายเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ การค้า การเงิน และการลงทุนระหว่างประเทศ ส่งผลให้
บริษัทข้ามชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจ�านวนมาก ในขณะที่การส่งออกสินค้า
ของประเทศไทยก็เผชิญหน้ากับการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีของประเทศ
คู่ค้าเพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น กรณีการให้ใบแดงของสหภาพยุโรปต่อการท�าประมงของไทย
เนื่องจากถูกมองว่าการท�าประมงของไทยนั้นมีลักษะเป็นการประมงที่ผิดกฎหมาย
ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing
หรือ IUU Fishing) มาตรการเหล่านี้ถือว่าเป็นมาตรการทางการค้าที่มิใช่ภาษีอย่างหนึ่ง
ที่น�ามาบังคับใช้ต่อประเทศที่มีการส่งออกสินค้าประมงไปยังสหภาพยุโรป ส่งผลกระทบ
อย่างมากต่อรัฐบาลไทยตลอดจนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมประมง รวมทั้งกลุ่ม
แรงงานไทยและกลุ่มแรงงานต่างด้าวหลายหมื่นคนในอุตสาหกรรมประมง หรือการจัดระดับ
สถานการณ์การค้ามนุษย์ของกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในรายงาน
สถานการณ์ค้ามนุษย์ (Trafficking in Persons Report-TIP Report) ส่งผลกระทบ
ต่อภาคการค้าและอุตสาหกรรมส่งออก ท�าให้สินค้าและผลิตผลทางการเกษตรและ บทที่
๒
การประมงของประเทศไทย ถูกห้ามน�าเข้า และอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสินค้าไทย
ในสายตาผู้บริโภคชาวต่างชาติ รวมถึงท�าให้ประเทศไทยอาจถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้า
และมาตรการการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ จากประเทศคู่ค้ารายส�าคัญอีกด้วย กสม. พิจารณา
แล้วเห็นว่าค�าร้องเรียนประเด็นดังกล่าวมีลักษณะที่ไม่อาจด�าเนินการแก้ไขปัญหาให้เสร็จสิ้น
ได้เฉพาะตัวเป็นรายกรณี แต่จ�าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย นโยบาย และ
แนวปฏิบัติที่ต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหา
และป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเรื่องนั้นหรือลักษณะเดียวกันนั้นขึ้นอีก
และด้วยเหตุที่ในปี ๒๕๕๔ (ค.ศ. ๒๐๑๑) องค์การสหประชาชาติได้ให้ความเห็นชอบ
กับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (United Nations
Guiding Principles on Business and Human Rights-UNGPs) และในปี ๒๕๕๗ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๔๗
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) ได้มีข้อมติ ผลการด�าเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ให้ประเทศสมาชิกด�าเนินการจัดให้มีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน
(National Action Plan on Business and Human Rights-NAP) ซึ่งเป็นเอกสาร
ยุทธศาสตร์ทางนโยบายที่ได้รับการพัฒนาโดยรัฐเพื่อคุ้มครองผลกระทบสิทธิมนุษยชน
อย่างร้ายแรงที่เกิดจากกิจกรรมทางธุรกิจ โดยมีความสอดคล้องไปกับหลักการชี้แนะ
แห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีความจ�าเป็น
ที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายภายใน กฎระเบียบ และสภาพแวดล้อมให้ตอบสนองต่อประเด็น

