Page 90 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 90
85
ผู้ถูกร้องมีมติไม่อนุมัติตามคำาขอ เนื่องจากมีมูลน่าเชื่อว่าผู้ร้องกับพวกฯ เป็นผู้กระทำา
ความผิด ผู้ร้องกับพวกฯ ได้ยื่นคำาร้องอุทธรณ์คำาวินิจฉัยของผู้ถูกร้อง คณะกรรมการ
บริหารกองทุนยุติธรรมได้พิจารณาอุทธรณ์และมีมติอนุมัติเงินกองทุนยุติธรรมเพื่อใช้เป็น
หลักประกันการปล่อยชั่วคราวให้แก่ผู้ร้องที่ ๑ กับพวกฯ รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
กรณีตัวแทนขององค์กร Protection International (PI) ประเทศไทย ซึ่งเป็น ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑
องค์กรภาคประชาสังคมที่ทำางานด้านสิทธิมนุษยชนในระดับระหว่างประเทศ ได้รับแจ้ง
จากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหลายรายที่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำาเลยว่าไม่สามารถเข้าถึง
กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศได้ เนื่องจากคณะอนุกรรมการกองทุนยุติธรรมประจำา
จังหวัดปฏิเสธคำาร้องขออนุมัติหลักทรัพย์เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอปล่อยชั่วคราว
และยังพบว่าคณะอนุกรรมการกองทุนยุติธรรมประจำาจังหวัดก้าวล่วงวินิจฉัยข้อเท็จจริง
แทนศาล อันถือเป็นการกระทำาที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของกองทุนยุติธรรม
จากข้อเท็จจริงทั้ง ๒ กรณี กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การวินิจฉัยของผู้ถูกร้อง
ที่ปฏิเสธคำาร้องขอรับความช่วยเหลือของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนนั้น ยังไม่ปรากฏว่า
เป็นการใช้หน้าที่และอำานาจนอกเหนือไปจากองค์ประกอบที่ระเบียบหลักเกณฑ์กำาหนดไว้
ดังนั้น จึงยังไม่ปรากฏการกระทำาหรือการละเลยการกระทำาอันละเมิดสิทธิมนุษยชน
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์ได้กระทำาการตอบโต้การทำางานเพื่อปกป้อง
ประโยชน์สาธารณะของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน (Human Rights Defenders) ด้วยการ
ใช้ช่องทางการฟ้องร้องดำาเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งในทางแพ่งและทางอาญา หรือที่เรียกว่า
“การดำาเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะ (Strategic
Lawsuits Against Public Participation-SLAPPs)” มากขึ้น ทั้งนี้ กสม. มีข้อสังเกต บทที่
ถึงความเหมาะสมของหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุมัติหลักทรัพย์เป็นหลักประกันใน 2
การปล่อยชั่วคราว ซึ่งปรากฏอยู่ในระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนยุติธรรม ว่าด้วย
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการสนับสนุนหลักทรัพย์เป็นหลักประกันในการปล่อย
ชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๔ ที่กำาหนดให้คณะกรรมการบริหารกองทุนยุติธรรม คณะอนุกรรมการ
หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สามารถที่จะใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าผู้ยื่นคำาขอให้มีการปล่อย
ชั่วคราวเป็นผู้ที่น่าจะกระทำาความผิดตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ โดย กสม. เห็นว่า การกำาหนด
หลักเกณฑ์ไว้เช่นนี้ถือเป็นการให้อำานาจวินิจฉัยความผิดของผู้ยื่นคำาขอรับความช่วยเหลือ
ล่วงหน้าแทนศาล ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคสำาคัญต่อการเข้าถึงความช่วยเหลือของประชาชน
ในการต่อสู้คดีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ เนื่องจากการให้ข้อวินิจฉัยล่วงหน้าดังกล่าวอาจ
ขัดแย้งกับคำาพิพากษาของศาลที่ออกมาในภายหลัง อีกทั้งการกำาหนดให้อำานาจวินิจฉัยไว้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 256๐ มาตรา 2๔๗
เช่นนี้ ยังอาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ผลการด�าเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ที่กำาหนดให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีต่าง ๆ เป็นอำานาจของศาล และยังไม่สอดคล้อง
กับหลักการที่ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมี
คำาพิพากษาอันถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำาผิด กสม. จึงเห็นสมควรมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริม
และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

