Page 485 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 485
ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ
ที่เกี่ยวข้องกับกำรด�ำเนินกิจกำรโรงแรมเฉพำะกรณีควำมรับผิดต่อทรัพย์สิน อย่ำงไรก็ตำม จำกตัวบทมำตรำ ๓๙
ของพระรำชบัญญัติโรงแรม ระบุไว้ชัดเจนถึงสิทธิในกำรปฏิเสธไม่รับบุคคลที่ประสงค์จะ “เข้ำพัก” ดังนั้น สิทธิใน
กำรปฏิเสธของโรงแรมจึงมีขอบเขตเฉพำะแขกที่มำพักเท่ำนั้น หำกโรงแรมปฏิเสธกำรให้บริกำรอื่น ๆ เช่น ประชุม
สัมมนำ อำหำรและเครื่องดื่ม ดังนี้ก็ไม่สำมำรถอ้ำงสิทธิตำมมำตรำ ๓๙ ได้
๕. ถึงแม้ว่ำผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมจะอ้ำงหลักกฎหมำยตำมพระรำชบัญญัติโรงแรมเพื่อปฏิเสธ
กำรให้บริกำรที่พักกับแขกบำงลักษณะก็ตำม แต่ก็ยังมีประเด็นว่ำ กฎหมำยที่ให้สิทธิปฏิเสธบริกำรเช่นนี้ ขัดต่อหลัก
ควำมเสมอภำคและเป็นกำรเลือกปฏิบัติหรือไม่ ทั้งนี้ เนื่องจำกว่ำแม้หลักดังกล่ำวตำมรัฐธรรมนูญนั้นมีไว้ส�ำหรับกำร
ที่เอกชนอ้ำงสิทธิต่อรัฐ แต่ในกรณีกำรเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้นในบริบทของภำคเอกชนหรือภำคธุรกิจนั้น ผู้เสียหำยที่ถูก
กระทบสิทธิไม่สำมำรถน�ำหลักกำรตำมรัฐธรรมนูญไปฟ้องหรือไปอ้ำงยันต่อหน่วยงำนภำครัฐ อย่ำงไรก็ตำม ภำครัฐ
มีหน้ำที่ต้องบัญญัติกฎหมำยเพื่อห้ำมกำรเลือกปฏิบัติที่เกิดขึ้น ดังนั้น เมื่อพิจำรณำตำมกรอบแนวคิดนี้ จะเห็นได้ว่ำ
พระรำชบัญญัติโรงแรมโดยเฉพำะมำตรำ ๓๙ ที่ให้สิทธิโรงแรมปฏิเสธกำรเข้ำพักด้วยเหตุแห่งกำรเป็นโรคบำงอย่ำง
เป็นกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกันระหว่ำงแขกที่ประสงค์เข้ำพักซึ่งไม่เป็นโรค กับแขกที่ประสงค์เข้ำพักแต่เป็นโรค อย่ำงไร
ก็ตำม ต้องพิจำรณำต่อไปว่ำ กำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกันระหว่ำงบุคคลที่เป็นโรคกับที่ไม่เป็นโรคนั้น มีเหตุผลอันสมควร
อย่ำงใดรองรับหรือไม่ ซึ่งในกรณีผู้ประสงค์เข้ำพักเป็นกลุ่มผู้ป่วยเอดส์ ดังนี้ก็จะต้องพิจำรณำเหตุผลอันสมควรโดย
ชั่งน�้ำหนักกับวัตถุประสงค์ที่ผู้ให้บริกำรต้องกำรปกป้องหรือส่งเสริม เช่น เพื่อป้องกันมิให้ลูกค้ำหรือแขกที่เข้ำพัก
คนอื่นต้องมีควำมเสี่ยงต่อกำรติดเชื้อเอดส์ อย่ำงไรก็ตำม อีกแง่หนึ่งอำจพิจำรณำได้ว่ำโรคเอดส์เป็นโรคติดต่อแต่
ก็ไม่ใช่ติดต่อกันง่ำยดำยเพียงแค่แขกที่เข้ำพักได้พักในห้องที่เคยมีผู้ป่วยโรคเอดส์ จึงต้องพิจำรณำด้วยว่ำ นอกจำก
ห้ำมผู้ป่วยเอดส์เข้ำพักแล้ว มีหนทำงอื่นที่โรงแรมอำจน�ำมำใช้เพื่อป้องกันโรคแก่แขกคนอื่นมิให้ติดเชื้อเอชไอวี
จำกกำรเข้ำพักโรงแรมได้หรือไม่ หำกยังคงมีหนทำงอื่นเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน กำรที่โรงแรมห้ำมผู้ติดเชื้อ
เอชไอวีเข้ำพัก ก็อำจพิจำรณำได้ว่ำเป็นกำรเลือกปฏิบัติเนื่องจำกมำตรกำรที่น�ำมำใช้ (ห้ำมผู้ปวยใช้บริกำร) ไม่ได้
สัดส่วนกับวัตถุประสงค์ที่ต้องกำรบรรลุ (กำรคุ้มครองลูกค้ำคนอื่นไม่ให้ต้องติดเชื้อ)
นอกจำกนี้ ผู้วิจัยมีข้อสังเกตว่ำ หำกน�ำหลัก “Margin of Appreciation” โดยเฉพำะในคดีในบริบท
563
ของยุโรปดังกล่ำวมำแล้ว มำเทียบเคียง จะเห็นได้ว่ำกำรก�ำหนดกฎหมำยจ�ำกัดสิทธิผู้ติดเชื้อ HIV หำกอยู่บนสมมุติฐำน
ที่เชื่อมโยงกำรติดเชื้อ HIV กับพฤติกรรมที่ไม่เหมำะสม เช่น เหมำรวมว่ำกำรติดเชื้อ HIV เกิดจำกพฤติกรรมที่ไม่เหมำะ
สม ซึ่งศำลเห็นว่ำไม่มีน�้ำหนักเพียงพอกับกำรเข้ำข่ำย “ขอบเขตแห่งดุลพินิจ” (Margin of Appreciation) ที่รัฐสำมำรถ
ปฏิบัติต่อบุคคลที่แตกต่ำงได้ ส�ำหรับกำรก�ำหนดกฎหมำยจ�ำกัดสิทธิกำรเข้ำพักในโรงแรมของผู้ป่วยด้วยโรคต่ำง ๆ นั้น
หำกพิจำรณำตำมกรอบนี้ก็จะต้องพิจำรณำว่ำกฎหมำยดังกล่ำวมีน�้ำหนักเพียงพอ (very weighty reason) หรือไม่ โดย
พิจำรณำลักษณะกำรติดต่อของโรคนั้น ๆ ด้วย
563 From “Alajos Kiss v. Humgary”
484

