Page 483 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 483
ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ
ไม่เพียงเท่ำนั้น กำรจะทรำบว่ำใครติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ ต้องใช้กำรตรวจเลือดเพื่อตรวจหำเชื้อเอชไอวีเท่ำนั้น ไม่สำมำรถ
สังเกตจำกรูปลักษณ์ภำยนอกได้….กำรอ้ำงว่ำผู้เข้ำร่วมงำนแต่งกำยไม่เรียบร้อย สะท้อนให้เห็นทัศนคติของเจ้ำหน้ำที่และ
ผู้บริหำรโรงแรมที่ดูถูกเหยียดหยำมศักดิ์ศรีควำมเป็นมนุษย์ แบ่งแยกชนชั้นจำกกำรแต่งกำย และมองคนจำกภำยนอก….
…โดยทำงเครือข่ำยผู้ติดเชื้อฯ และมูลนิธิเข้ำถึงเอดส์ จะด�ำเนินกำรรณรงค์ให้สำธำรณชนได้ร่วมกันบอยคอตกำรใช้บริกำร
ของโรงแรมในเครือแห่งนี้ โดยจะท�ำหนังสือเวียนถึงทุกหน่วยงำนทั้งเอกชน และรำชกำร เพื่อให้เลิกกำรสนับสนุนโรงแรม
ดังกล่ำว จนกว่ำทำงโรงแรมจะมีกำรเปลี่ยนแปลงนโยบำย รวมทั้งชี้แจงต่อกรณีดังกล่ำวอย่ำงเป็นทำงกำร”
กรณีนี้จะเห็นได้ว่ำ กำรเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี เกิดขึ้นในมิติของสินค้ำและบริกำร โดย
เป็นกำรกระท�ำของภำคเอกชน ดังนั้น แม้ว่ำโดยทั่วไปจะเป็นกำรขัดแย้งต่อหลักควำมเท่ำเทียมกันและกำรห้ำมเลือก
ปฏิบัติตำมรัฐธรรมนูญ แต่หลักกำรเลือกปฏิบัติตำมรัฐธรรมนูญก็มีขอบเขตเฉพำะกำรกล่ำวอ้ำงต่อกำรกระท�ำของรัฐ
ดังนั้น กรณีนี้จึงต้องพิจำรณำกฎหมำยเฉพำะที่คุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติจำกกำรกระท�ำของภำคเอกชน
ประเด็นปัญหำนี้เมื่อพิจำรณำพระรำชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นกฎหมำยเฉพำะ
พบว่ำมำตรำ ๓๙ วำงหลักให้สิทธิผู้จัดกำรโรงแรมในกำรปฏิเสธไม่รับบุคคลบำงลักษณะเข้ำพักได้ โดยเฉพำะกรณี
559
“มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ำบุคคลนั้นเป็นโรคติดต่ออันตรำยหรือโรคติดต่อตำมกฎหมำยว่ำด้วยโรคติดต่อ” ส�ำหรับกรณี
ผู้ติดเชื้อเอชไอวี (เอดส์) นั้น ผู้วิจัยมีข้อพิจำรณำ ดังนี้
๑. หลักควำมเท่ำเทียมกันและกำรห้ำมเลือกปฏิบัติ ปรำกฏอยู่ในรัฐธรรมนูญของไทยทั้งฉบับ
ปี ๒๕๔๐ และ ๒๕๕๐ อย่ำงไรก็ตำม ในกรณีกำรเลือกปฏิบัติด้ำนสินค้ำและบริกำรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในบริบทของ
ภำคเอกชน ทั้งนี้ เนื่องจำกหลักห้ำมเลือกปฏิบัติตำมรัฐธรรมนูญนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับกำรใช้เพื่ออ้ำงยันรัฐ แต่รัฐ
ก็มีหน้ำที่ที่จะต้องบัญญัติกฎหมำยออกมำเพื่อคุ้มครองผู้ถูกเลือกปฏิบัติในมิติของสินค้ำและบริกำรเหล่ำนี้ ดังนั้น
ในกรณีผู้ให้บริกำรภำคเอกชนปฏิเสธกำรให้บริกำรลูกค้ำอื่นโดยมีเหตุผลสืบเนื่องเกี่ยวข้องกับเหตุแห่งกำรเลือก
ปฏิบัติ รัฐก็จะต้องมีกำรบัญญัติกฎหมำยห้ำมกำรเลือกปฏิบัติดังกล่ำว อย่ำงไรก็ตำม พระรำชบัญญัติโรงแรมนอกจำก
มิได้มีบทบัญญัติห้ำมเลือกปฏิบัติแล้ว แต่ยังมีกำรก�ำหนดหลักกำรที่ให้สิทธิแก่โรงแรมในกำรปฏิบัติต่อผู้ประสงค์
เข้ำพักบำงกลุ่มหรือบำงลักษณะให้แตกต่ำงจำกลูกค้ำอื่น ดังเช่นกรณีมำตรำ ๓๙ เกี่ยวกับเหตุแห่งกำรปฏิเสธไม่ให้
เข้ำพัก ซึ่งมีประเด็นที่ควรพิจำรณำต่อไปว่ำ มำตรำ ๓๙ นี้ขัดต่อหลักห้ำมเลือกปฏิบัติหรือไม่
๒. พระรำชบัญญัติโรงแรมเป็นเพียงให้สิทธิแก่ผู้จัดกำรโรงแรมในกำรปฏิเสธกำรให้บริกำรที่พัก
แก่บุคคลบำงประเภท เนื่องจำกใช้ค�ำว่ำ “อำจปฏิเสธ” ดังนั้น ทำงโรงแรมอำจเลือกที่จะรับบุคคลดังกล่ำวนั้นก็ได้
ในแง่นี้จะเห็นได้ว่ำ กฎหมำยพยำยำมสร้ำงควำมสมดุลระหว่ำงสิทธิในทรัพย์สิน (Property Right) เสรีภำพในกำร
ท�ำสัญญำกับสิทธิของผู้ถูกเลือกปฏิบัติ
559 มำตรำ ๓๙ ผู้จัดกำรอำจปฏิเสธไม่รับบุคคลที่ประสงค์จะเข้ำพักในโรงแรมได้ในกรณี ดังต่อไปนี้
(๑) มีเหตุอันควรสงสัยได้ว่ำบุคคลนั้นจะเข้ำไปหลบซ่อน มั่วสุม หรือกระท�ำกำรใด อันเป็นควำมผิดอำญำขึ้นในโรงแรม
หรือก่อให้เกิดควำมร�ำคำญแก่ผู้พักอื่นในโรงแรม
(๒) มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ำบุคคลนั้นไม่สำมำรถจ่ำยค่ำห้องพักได้
(๓) มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ำบุคคลนั้นเป็นโรคติดต่ออันตรำยหรือโรคติดต่อตำมกฎหมำยว่ำด้วยโรคติดต่อ
(๔) มีเหตุอันสมควรประกำรอื่นตำมที่คณะกรรมกำรประกำศก�ำหนด
ในกรณีตำม (๓) ถ้ำผู้จัดกำรรับบุคคลนั้นเข้ำพักจะต้องแจ้งให้เจ้ำพนักงำนสำธำรณสุขหรือพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ตำม
กฎหมำยว่ำด้วยโรคติดต่อทรำบด้วย
482

