Page 452 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 452
กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
(๒) วิเคราะห์เปรียบเทียบ “Hate Speech” ตามกฎหมายไทยกับกฎหมายต่างประเทศ
เมื่อพิจำรณำเปรียบเทียบกฎหมายสหรัฐอเมริกากับกฎหมายไทยแล้ว พบว่ำ ปัจจุบัน
กฎหมำยไทยยังไม่มีทั้งในส่วนของกฎหมำยเกี่ยวกับกำรสื่อสำรที่ก่อให้เกิดควำมเกลียดชัง (Hate Speech) และกฎหมำย
ที่ก�ำหนดควำมผิดส�ำหรับกำรกระท�ำควำมผิดทำงอำญำที่มีสำเหตุสืบเนื่องจำกเหตุแห่งควำมเกลียดชังโดยเฉพำะ (Hate
crime) ส�ำหรับกรณี “Hate Speech” ตำมกฎหมำยไทยปัจจุบัน จะเกี่ยวข้องกับกำรพิจำรณำควำมผิดฐำนหมิ่นประมำท
ตำมกฎหมำยอำญำ ดังที่กล่ำวมำแล้วข้ำงต้นว่ำ ควำมผิดฐำนหมิ่นประมำทอำจครอบคลุมบำงกรณีของ “Hate Speech”
เช่น กำรใส่ควำมบุคคลโดยเจำะจงตัวด้วยเหตุแห่งกำรเลือกปฏิบัติ แต่หำกเป็นกรณีกำรแสดงควำมเกลียดชังต่อกลุ่มคน
ที่ไม่เจำะจงตัว แม้ว่ำจะเป็นกำรสื่อสำรที่เกี่ยวข้องหรือสืบเนื่องจำกเหตุแห่งกำรเลือกปฏิบัติ เช่น เชื้อชำติ ศำสนำ ไม่อยู่
ภำยใต้องค์ประกอบของหมิ่นประมำท
ส�ำหรับกรณี “Hate crime” หำกเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกำจะพบว่ำมีกฎหมำยก�ำหนด
ควำมผิดเป็นกำรเฉพำะ แต่ตำมกฎหมำยไทยปัจจุบันไม่มีฐำนควำมผิดเฉพำะ จึงต้องพิจำรณำฐำนควำมผิดเกี่ยวกับ
ชีวิต ร่ำงกำย ตำมประมวลกฎหมำยอำญำ ซึ่งไม่ได้จ�ำแนกกรณี “Hate crime” ออกมำเป็นกำรเฉพำะ เช่น กำรท�ำร้ำย
ร่ำงกำยซึ่งมีมูลเหตุจูงใจจำกควำมเกลียดชังด้ำนเชื้อชำติ ศำสนำ ควำมเชื่อ ก็อยู่ภำยใต้ฐำนควำมผิดเกี่ยวกับร่ำงกำยทั่วไป
จึงอำจกล่ำวได้ว่ำไทยยังไม่มีกฎหมำยที่ก�ำหนดควำมผิดทำงอำญำเฉพำะส�ำหรับกำรสื่อสำรควำมเกลียดชังอันน�ำไปสู่
กำรกระท�ำรุนแรงทำงกำยภำพต่อชีวิตร่ำงกำย
หำกเปรียบเทียบกับกฎหมายแคนาดาแล้วพบว่ำ ประมวลกฎหมำยอำญำของแคนำดำ
ก�ำหนดควำมผิดส�ำหรับ “Hate Speech” โดยเรียกว่ำ “Hate propaganda” หรือกำรโฆษณำชวนเชื่อให้เกิด
ควำมเกลียดชัง ซึ่งมีกำรจ�ำแนกลักษณะและชนิดของกำรกระท�ำออกไปเป็นหลำยกรณีย่อยอันมีระดับควำมรุนแรงที่
แตกต่ำงกัน ส�ำหรับกรณีแรก คือ กำรยุยงส่งเสริมให้เกิดกำรฆ่ำล้ำงเผ่ำพันธุ์ (Advocating genocide) จะเห็นได้ว่ำ
เกี่ยวข้องกับกำรสื่อสำรควำมเกลียดชังซึ่งน�ำไปสู่กำรกระท�ำรุนแรงทำงกำยภำพถึงขนำดกำรฆ่ำ กรณีนี้เปรียบเทียบได้
กับ “Fighting words” หรือ “Hate crime” ของสหรัฐอเมริกำ นอกจำกนี้ กฎหมำยอำญำของแคนำดำยังก�ำหนดควำม
ผิดกรณีกำรกระตุ้นให้เกิดควำมเกลียดชังต่อสำธำรณะ (Public incitement of hatred) ซึ่งเป็นกำรกระตุ้นยั่วยุที่อำจ
น�ำไปสู่ควำมรุนแรงแต่ยังไม่ถึงขั้นกำรฆ่ำล้ำงเผ่ำพันธุ์ และควำมผิดกรณีกำรจงใจส่งเสริมให้เกิดควำมเกลียดชัง (Wilful
promotion of hatred) ซึ่งเป็นควำมผิดแม้ว่ำยังไม่น�ำไปสู่กำรกระท�ำรุนแรงทำงกำยภำพ จะเห็นได้ว่ำกรณีนี้แสดงถึง
กำรที่กฎหมำยแคนำดำให้น�้ำหนักกับกำรคุ้มครองกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจำก “Hate Speech” มำกกว่ำกำรคุ้มครอง
เสรีภำพในกำรสื่อสำร ซึ่งแตกต่ำงจำกกฎหมำยสหรัฐอเมริกำที่กำรแสดงควำมเกลียดชังยังคงท�ำได้หำกไม่ถึงขั้นน�ำไป
สู่ควำมรุนแรงทำงกำยภำพ อย่ำงไรก็ตำม ควำมผิดทั้ง ๓ กรณีนั้นต่ำงมีองค์ประกอบร่วมที่ส�ำคัญก็คือ จะต้องเป็นกำร
503
กระท�ำให้เกิดควำมเกลียดชังต่อกลุ่มที่ระบุเจำะจงได้ ซึ่งก็คือกลุ่มบุคคลที่จ�ำแนกตำม “เหตุแห่งกำรเลือกปฏิบัติ”
นั่นเอง ทั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อสังเกตว่ำ “Hate Speech” ตำมกฎหมำยแคนำดำซึ่งมุ่งต่อ “กลุ่มที่ระบุเจำะจงได้” นั้นมิได้
หมำยถึงกำรระบุเจำะจงเป็นรำยบุคคล (Individual) ดังเช่นกำรเจำะจงตัวผู้ถูกหมิ่นประมำทตำมกฎหมำยไทย เนื่องจำก
ค�ำว่ำกลุ่มที่ระบุเจำะจงได้ตำมกฎหมำยแคนำดำนั้นหมำยถึงจ�ำแนกทั้งกลุ่มออกจำกกลุ่มอื่นด้วยเหตุแห่งกำรเลือกปฏิบัติ
503 กลุ่มที่ระบุเจำะจง (Identifiable group) ตำมกฎหมำยแคนำดำหมำยถึง “กลุ่มในสังคมที่สำมำรถจ�ำแนกควำมแตกต่ำงได้
จำกสีผิว เชื้อชำติ ศำสนำ รสนิยมทำงเพศ อำยุ ควำมพิกำรทำงจิตหรือกำย”
451

