Page 433 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 433

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ





                 ๔.๑๕.๖ คดีส�าคัญเกี่ยวกับ “Hate Speech” ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
                          จำกกฎหมำยระหว่ำงประเทศดังกล่ำวจะเห็นได้ว่ำ ตำมกฎหมำยระหว่ำงประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน

          นั้น รับรองเสรีภำพในกำรแสดงควำมคิดเห็นและกำรสื่อสำร ในฐำนะสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐำนที่ส�ำคัญและเป็นหลัก
          แต่มีกำรก�ำหนดข้อยกเว้นบำงประกำรส�ำหรับกำรกระท�ำของรัฐที่อำจกระทบเสรีภำพดังกล่ำว ตัวอย่ำงเช่น กติกำระหว่ำง
          ประเทศว่ำด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทำงกำรเมือง ข้อ ๑๙ (๓) เป็นข้อยกเว้นของ ๑๙ (๒) และข้อ ๒๐

                          กฎหมำยระหว่ำงประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนนั้น มีกำรบัญญัติค�ำว่ำเสรีภำพของกำรแสดงควำม
          คิดเห็นหรือกำรแสดงออกไว้อย่ำงชัดเจน แต่ไม่มีกำรระบุค�ำว่ำ “Hate Speech” ไว้โดยเฉพำะ หำกพิจำรณำข้อจ�ำกัด

          ของกำรแสดงควำมคิดเห็นตำมกฎหมำยระหว่ำงประเทศนั้นพบว่ำ จะมุ่งเน้นกรณีกำรสื่อสำรที่ “กระตุ้น หรือ ยุยง”
          (Incitement) ให้ก่อให้เกิดกำรกระท�ำบำงอย่ำง เช่น กำรเลือกปฏิบัติ ควำมรุนแรง
                          ส�ำหรับกำรตีควำมข้อ ๒๐ นั้น ในปี ค.ศ. ๒๐๑๑ คณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชำชำติ

          (United Nations Human Rights Committee) เผยแพร่ควำมเห็นทั่วไปเกี่ยวกับกติกำระหว่ำงประเทศว่ำด้วยสิทธิ
          พลเมืองและสิทธิทำงกำรเมือง (General Comment No. 34 on the ICCPR) ให้เหตุผลว่ำ Hate Speech ในหลำย
          กรณีนั้นยังไม่น่ำจะมีควำมร้ำยแรงถึงระดับในข้อ ๒๐

                          ในปี ค.ศ. ๒๐๑๒ Frank La Rue ผู้ตรวจกำรพิเศษแห่งสหประชำชำติว่ำด้วยเสรีภำพในกำรแสดง
          ควำมคิดเห็นและเสรีภำพในกำรแสดงออกได้เสนอรำยงำนต่อที่ประชุมสมัชชำใหญ่แห่งสหประชำชำติ ครั้งที่ ๖๗ ในวันที่
          ๗ กันยำยน ๒๐๑๒ ในประเด็นกำรตีควำม “กำรยั่วยุให้เกิดควำมเกลียดชัง” (Incitement to Hatred) ตำมข้อ ๒๐ (๒) ว่ำ

                          “กำรรณรงค์ด้วยควำมเกลียดชังบนพื้นฐำนของสัญชำติ เชื้อชำติ หรือศำสนำนั้นยังไม่เป็นกำรละเมิด
          ต่อกฎหมำยระหว่ำงประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน แต่กำรรณรงค์ดังกล่ำวจะเป็นกำรละเมิดเมื่อมีกำรยั่วยุให้เกิดกำรดูถูก

          เหยียดหยำม ควำมเป็นศัตรู หรือควำมรุนแรง หรือเมื่อผู้พูดพยำยำมปลุกเร้ำให้เกิดกำรตอบสนองในหมู่ผู้ฟัง
                          เนื่องจำกข้อ ๒๐ (๒) ใน ICCPR ได้ระบุว่ำ กำรรณรงค์ด้วยควำมเกลียดชังทำงสัญชำติ เชื้อชำติหรือ
          ศำสนำเพื่อยั่วยุให้เกิดกำรดูถูกเหยียดหยำม ควำมเป็นศัตรู หรือควำมรุนแรงสำมำรถถูกจ�ำกัดได้ตำมกฎหมำย จึงจ�ำเป็น

          อย่ำงยิ่งที่จะต้องท�ำให้เกิดควำมเข้ำใจในกำรให้นิยำมของค�ำศัพท์ที่ใช้เพื่อป้องกันกำรใช้กฎหมำยสิทธิมนุษยชนระหว่ำง
          ประเทศอย่ำงผิดวัตถุประสงค์ กำรตีควำมนี้ประกอบไปด้วย ๓ องค์ประกอบหลัก คือ

                          ๑) กำรรณรงค์ให้เกิดควำมเกลียดชังเท่ำนั้นที่เข้ำข่ำยละเมิดกฎหมำยสิทธิมนุษยชนระหว่ำงประเทศ
                          ๒) ควำมเกลียดชังนั้นต้องเป็นผลมำจำกกำรรณรงค์ซึ่งประกอบด้วยกำรยั่วยุ มำกกว่ำที่จะเป็นกำร
          ยั่วยุเพียงอย่ำงเดียว

                          ๓) กำรยั่วยุนั้นต้องน�ำไปสู่ผลลัพธ์หนึ่งในสำมประกำร นั่นคือกำรดูถูกเหยียดหยำม ควำมเป็นศัตรู
          และควำมรุนแรง
                          จำกนิยำมข้ำงต้น กำรรณรงค์ด้วยควำมเกลียดชังบนพื้นฐำนของชำติ เชื้อชำติ หรือศำสนำนั้นไม่ใช่

          กำรละเมิดกฎหมำยสิทธิมนุษยชนระหว่ำงประเทศด้วยตัวของมันเอง กำรรณรงค์นั้นจะกลำยเป็นกำรละเมิดกฎหมำย
          สิทธิมนุษยชนระหว่ำงประเทศก็ต่อเมื่อกำรรณรงค์นั้นประกอบด้วยกำรยั่วยุให้เกิดกำรดูถูกเหยียดหยำม ควำมเป็นศัตรู
          หรือควำมรุนแรง หรือเมื่อผู้พูดพยำยำมปลุกเร้ำให้เกิดกำรตอบสนองในหมู่ผู้ฟัง”













                                                        432
   428   429   430   431   432   433   434   435   436   437   438