Page 237 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 237

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ





          กฎหมำยสิทธิมนุษยชนระหว่ำงประเทศ เนื่องจำกศำลตัดสินว่ำมีกำรเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมจำกกรอบ
          กำรพิจำรณำที่กว้ำงกว่ำกำรเลือกปฏิบัติตำมกฎหมำยสิทธิมนุษยชนซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับเหตุแห่งกำรเลือกปฏิบัติ
          เช่น เชื้อชำติ ศำสนำ เพศ ฯลฯ นอกจำกนี้ “กำรเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” ในบริบทของกฎหมำยปกครองนั้น ศำลยัง

          พิจำรณำประกอบกับกำร “ใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ” ด้วย ในประเด็นเกี่ยวกับเหตุแห่งกำรเลือกปฏิบัติ จะได้แยกวิเครำะห์
          ต่ำงหำกอีกหัวข้อหนึ่ง 119



               ๔.๓.๓ วิเคราะห์หลักการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Discrimination) ตามแนว
          ค�าพิพากษาศาลไทย: ศาลรัฐธรรมนูญ



                       จำกหลักกำรตำมรัฐธรรมนูญของไทยที่ผ่ำนมำ พบว่ำมีกำรก�ำหนดหลักกำรห้ำมเลือกปฏิบัติไว้เป็นส่วน
          หนึ่งของหลักควำมเท่ำเทียมกัน โดยระบุห้ำมกำร “เลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” โดยมีควำมเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ “เหตุ

          แห่งกำรเลือกปฏิบัติ เช่น ตำมมำตรำ ๓๐ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ก�ำหนดว่ำกำรเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
          เกี่ยวข้องกับถิ่นก�ำเนิด เชื้อชำติ ภำษำ เพศ อำยุ ควำมพิกำร สภำพทำงกำยหรือสุขภำพ สถำนะของบุคคล ฐำนะทำง

          เศรษฐกิจหรือสังคม ควำมเชื่อทำงศำสนำ กำรศึกษำอบรม หรือควำมคิดเห็นทำงกำรเมือง”
                       ในคดีที่มีประเด็นที่อ้ำงว่ำ กำรเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเป็นกำรเลือกปฏิบัติอันขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจำก
          สถำบันกำรเงินสำมำรถเรียกดอกเบี้ยเงินกู้ยืมได้ในอัตรำสูงกว่ำที่ประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์ก�ำหนดไว้ ทั้งนี้

          เนื่องจำกมีกฎหมำยเฉพำะก�ำหนดให้สำมำรถท�ำได้ แต่ศำลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ำไม่เป็นกำรเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
          (ค�ำวินิจฉัยศำลรัฐธรรมนูญที่ ๕/๒๕๔๒) คดีนี้มีข้อพิจำรณำว่ำโดยสภำพข้อเท็จจริงแล้ว หำกเปรียบเทียบระหว่ำงกำรเรียก
          ดอกเบี้ยของสถำบันกำรเงิน และองค์กรหรือบุคคลอื่นที่มิใช่สถำบันกำรเงิน จะเห็นได้ว่ำกำรเรียกดอกเบี้ยมีควำมแตกต่ำง

          กัน (Distinction/Differentiation) โดยกฎหมำยก�ำหนดให้สำมำรถเรียกแตกต่ำงกันได้ อย่ำงไรก็ตำม หำกพิจำรณำหลัก
          กำรเลือกปฏิบัติตำมกฎหมำยสิทธิมนุษยชนแล้วจะเห็นได้ว่ำ ควำมแตกต่ำงนี้ยังไม่ถือเป็น “กำรเลือกปฏิบัติ” เนื่องจำก
          (๑) หำกเปรียบเทียบระหว่ำงสองสิ่ง กล่ำวคือ บุคคลธรรมดำหรือองค์กรอื่นที่มิใช่สถำบันกำรเงิน กับสถำบันกำรเงินตำม

          กฎหมำยเฉพำะ จะเห็นได้ว่ำ มีลักษณะกำรด�ำเนินธุรกิจที่แตกต่ำงกัน จึงไม่ใช่สิ่งที่ “เหมือนกัน” อันควรต้องได้รับกำร
          ปฏิบัติที่ “เหมือนกัน” (๒) ควำมแตกต่ำงในกำรเรียกดอกเบี้ยดังกล่ำวมิได้สืบเนื่องจำก “เหตุแห่งกำรเลือกปฏิบัติ” ตำม

          กฎหมำยสิทธิมนุษยชน เช่น เชื้อชำติ ศำสนำ เพศ ฯลฯ อย่ำงไรก็ตำม ศำลรัฐธรรมนูญมิได้ระบุถึงเหตุผลเหล่ำนี้เนื่องจำก
          ให้เหตุผลว่ำ “ได้รับควำมคุ้มครองตำมกฎหมำยและเป็นไปตำมพระรำชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถำบันกำรเงินฯ
          และพระรำชบัญญัติกำรประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจ หลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ฯ”

                       จะเห็นได้ว่ำ รัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย และกฎหมำยปกครอง (พระรำชบัญญัติจัดตั้งศำล
          ปกครองและวิธีพิจำรณำคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒) ต่ำงวำงหลักห้ำมเลือกปฏิบัติไว้เช่นเดียวกัน โดยถ้อยค�ำในตัวบท

          เกี่ยวกับกำรเลือกปฏิบัตินั้นต่ำงมีองค์ประกอบของค�ำว่ำ “ไม่เป็นธรรม” เช่นเดียวกัน
                       อย่ำงไรก็ตำม เมื่อเปรียบเทียบระหว่ำง “กำรเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม” ตำมรัฐธรรมนูญ กับ “กำร
          ปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม” ตำมกฎหมำยปกครองแล้ว พบว่ำมีข้อแตกต่ำงที่ส�ำคัญก็คือ “กำรเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม”






                 119   หัวข้อ ๔.๔ วิเครำะห์ ขอบเขตของ “กำรเลือกปฏิบัติ” ในบริบทกฎหมำยไทย





                                                        236
   232   233   234   235   236   237   238   239   240   241   242