Page 216 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 216

กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ




                            “… โดยที่ระบบกำรศึกษำของสถำบันกำรศึกษำของรัฐหรือเอกชนในประเทศไทย ไม่ได้มีกำรจัดแยก
               หลักสูตรระหว่ำงหลักสูตรปริญญำตรีเกียรตินิยมกับหลักสูตรปริญญำตรีธรรมดำ กล่ำวคือ ผู้ที่ส�ำเร็จกำรศึกษำปริญญำ
               ตรีเกียรตินิยมหรือส�ำเร็จกำรศึกษำปริญญำตรีแต่ไม่ได้รับเกียรตินิยมจะต้องผ่ำนกำรศึกษำในวิชำกำรต่ำงๆ ที่สถำบันกำร

               ศึกษำก�ำหนด และผ่ำนกำรทดสอบและรับรองว่ำได้ส�ำเร็จกำรศึกษำเล่ำเรียนมำครบถ้วนตำมหลักสูตรที่ก�ำหนดไว้ และ
               จะต้องได้รับคะแนนไม่ต�่ำกว่ำมำตรฐำนที่สถำบันกำรศึกษำนั้น ๆ ก�ำหนดเหมือน ๆ กัน เพียงแต่ผู้ที่มีคะแนนสูงในระดับ

               หนึ่งและผ่ำนเงื่อนไขที่สถำบันกำรศึกษำแต่ละแห่งก�ำหนด เช่น ไม่เคยสอบตกในวิชำใดวิชำหนึ่ง เป็นต้น ก็จะได้รับกำร
               ยกย่องด้วยกำรให้เกียรตินิยมแต่ยังคงถือว่ำบุคคลดังกล่ำวมีควำมรู้หรือมีวุฒิในสำขำวิชำกำรที่ส�ำเร็จมำเช่นเดียวกับบุคคล
               ที่ไม่ได้รับเกียรตินิยม จึงถือว่ำผู้ที่ส�ำเร็จกำรศึกษำในระดับปริญญำตรีสำขำใดก็ย่อมมีศักดิ์และสิทธิเสมอกัน ไม่ว่ำจะได้

               รับปริญญำเกียรตินิยมหรือไม่ได้รับเกียรตินิยมก็ตำม ทั้งบุคคลที่ไม่ได้รับเกียรตินิยมก็สำมำรถปฏิบัติหน้ำที่รำชกำรได้เช่น
               เดียวกับผู้ได้รับเกียรตินิยม …. ดังนั้น มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ก�ำหนดให้ผู้ได้รับปริญญำตรีเกียรตินิยมโดยถือว่ำเป็นวุฒิที่ใช้

               ในกำรคัดเลือก จึงเป็นกำรให้สิทธิเหนือกว่ำหรือดีกว่ำผู้ที่ได้รับปริญญำตรีในสำขำเดียวกันแต่ไม่ได้รับเกียรตินิยม ทั้ง ๆ
               ที่ได้รับวุฒิอย่ำงเดียวกัน ซึ่งมีศักดิ์และสิทธิที่สถำบันกำรศึกษำรับรองเช่นเดียวกัน มติดังกล่ำวจึงเป็นกำรปฏิบัติต่อบุคคล
               ที่มีสถำนะทำงกฎหมำยที่เหมือนกันให้แตกต่ำงกัน ย่อมถือได้ว่ำเป็นกำรเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม” (ค�ำพิพำกษำศำล

               ปกครองสูงสุดที่ อ.๑๕๘/๒๕๕๐) เช่นเดียวกับค�ำพิพำกษำที่ตัดสินว่ำ “กำรก�ำหนดให้ผู้ได้รับปริญญำตรีเกียรตินิยมทุก
               สำขำถือเป็นเหตุพิเศษที่จะให้ได้รับสิทธิคัดเลือกแทนกำรสอบแข่งขันนั้น เห็นว่ำ เป็นกำรเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม”
               (ค�ำพิพำกษำศำลปกครองสูงสุดที่ อ.๓๗๙/๒๕๕๐)



                            จำกแนวค�ำพิพำกษำคดีดังกล่ำว เมื่อน�ำมำพิจำรณำกรณีข้อเท็จจริงที่มีปัญหำว่ำ กำรรับสมัครงำนโดย
               รับเฉพำะผู้จบกำรศึกษำจำกสถำบันกำรศึกษำบำงแห่งเท่ำนั้นเป็นกำรเลือกปฏิบัติหรือไม่ ทั้งนี้เพรำะจำกกรณีดังกล่ำว

               ผู้จบกำรศึกษำจำกสถำบันกำรศึกษำอื่นในสำขำและคุณวุฒิที่เหมือนกันไม่สำมำรถสมัครได้ หำกเทียบเคียงกับค�ำพิพำกษำ
               ข้ำงต้นจะเห็นได้ว่ำ กรณีเช่นนี้ก็เป็นกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกันต่อบุคคลที่ “เหมือนกัน” เนื่องจำกมีคุณวุฒิเช่นเดียวกัน

               ไม่ว่ำจะจบกำรศึกษำจำกสถำบันใด
                            กำรเปรียบเทียบผู้ถูกเลือกปฏิบัติจะต้องพิจำรณำควำมแตกต่ำงในรำยละเอียดด้วย เช่น กำรปฏิบัติต่อ
               ผู้ที่จบกำรศึกษำจำกประเทศหนึ่งในลักษณะด้อยกว่ำอีกประเทศหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วเป็นกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกัน แต่หำก

               กำรปฏิบัติที่แตกต่ำงดังกล่ำวนั้นมิได้เกิดจำกเหตุแห่งกำรเลือกปฏิบัติ โดยข้อเท็จจริงแสดงว่ำมีเหตุหรือปัจจัยอื่นเข้ำมำ
               ประกอบท�ำให้เกิดควำมแตกต่ำง กรณีนั้นก็จะไม่เป็นกำรเลือกปฏิบัติ เช่น คดีที่มีประเด็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในกำรรับรอง

               คุณวุฒิก�ำหนดเงินเดือนและระดับให้แก่ผู้มีคุณวุฒิจำกต่ำงประเทศ ส่งผลให้ผู้จบกำรศึกษำจำกประเทศอินเดียได้รับ
               อัตรำเงินเดือนต�่ำกว่ำผู้จบกำรศึกษำด้วยคุณวุฒิเดียวกันจำกประเทศอื่น กรณีนี้อำจเป็นกำรเลือกปฏิบัติด้วยเหตุเชื้อชำติ
               ถิ่นก�ำเนิด ฯลฯ อย่ำงไรก็ตำม มีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่ำ หลักเกณฑ์ดังกล่ำวมิได้มุ่งใช้กับผู้จบกำรศึกษำจำกประเทศใด

               โดยเฉพำะ แต่เป็นกำรวำงหลักเกณฑ์จำกระยะเวลำกำรศึกษำ กล่ำวคือ ไม่ว่ำผู้จบกำรศึกษำนั้นจะจบจำกประเทศใด ก็
               อยู่ภำยใต้หลักเกณฑ์ที่พิจำรณำจำกระยะเวลำด้วยกันทั้งสิ้น คดีนี้ศำลเห็นว่ำผู้ฟ้องคดีส�ำเร็จกำรศึกษำระดับปริญญำโท
               ในประเทศอินเดีย ซึ่งใช้เวลำในกำรศึกษำน้อยกว่ำผู้ที่จบกำรศึกษำระดับปริญญำโทในประเทศไทยหนึ่งปี เมื่อจ�ำนวน

               ปีกำรศึกษำของประเทศอินเดียน้อยกว่ำประเทศไทย ย่อมท�ำให้เนื้อหำของหลักสูตรและกำรประเมินควำมรู้แตกต่ำง
               กันด้วย ผู้ถูกฟ้องคดีจึงก�ำหนดอัตรำเงินเดือนของผู้ที่จบกำรศึกษำระดับปริญญำโทจำกประเทศอินเดียไว้ต�่ำกว่ำผู้ที่จบ
               กำรศึกษำระดับปริญญำโทจำกประเทศไทย ๑ ขั้น ซึ่งหลักเกณฑ์กำรพิจำรณำคุณวุฒิที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ก�ำหนดนี้ มิได้

               ใช้เฉพำะแต่ในประเทศอินเดียเท่ำนั้น แต่ยังใช้กับประเทศอื่น ๆ ที่มีระยะเวลำกำรศึกษำตำมที่หลักสูตรก�ำหนดน้อยกว่ำ
               ประเทศไทยด้วย เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น (ค�ำพิพำกษำศำลปกครองสูงสุดที่ อ.๒๙๙/๒๕๕๑)


                                                               215
   211   212   213   214   215   216   217   218   219   220   221