Page 215 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 215
ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ
๒. ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งรองผู้อ�ำนวยกำรส�ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำ ผู้ด�ำรงต�ำแหน่งผู้ช่วยผู้อ�ำนวยกำร
ส�ำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำ และผู้ด�ำรงต�ำแหน่งเจ้ำหน้ำที่บริหำรกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน เป็นผู้ที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และ
ไม่มีสิทธิเข้ำรับกำรเลือกตั้งเป็นอนุกรรมกำรผู้แทนข้ำรำชกำรครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำ ในเขตพื้นที่กำรศึกษำ
จำกกำรเปรียบเทียบบุคคลทั้งสองกลุ่มดังกล่ำว ศำลปกครองวินิจฉัยว่ำมีกำรเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
เนื่องจำก “ก่อให้เกิดควำมไม่เท่ำเทียมระหว่ำงผู้มีสิทธิกับผู้ไม่มีสิทธิในกำรเลือกตั้ง และเข้ำรับกำรเลือกตั้ง โดยไม่เป็น
ธรรมและไม่มีเหตุผลอันอำจรับฟังได้ อันขัดต่อหลักควำมเสมอภำคตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย”
ในบำงคดี มีประเด็นกำรพิจำรณำแต่งตั้งเจ้ำหน้ำที่จำกบุคคลที่อยู่ในกลุ่มแตกต่ำงกัน ศำลพิจำรณำว่ำ
กำรแบ่งกลุ่มผู้ถูกประเมินให้อยู่ต่ำงกลุ่มกันนั้น หำกมีกำรประเมินโดยใช้เกณฑ์เดียวกัน ก็ไม่ถือเป็นกำรเลือกปฏิบัติ ดัง
จะเห็นได้จำกคดีที่ศำลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่ำ ในกำรประเมินแม้มีกำรจัดแบ่งข้ำรำชกำรออกเป็น ๒ กลุ่ม ก็ตำม แต่ก็
ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันและพิจำรณำครบถ้วนตำมหลักเกณฑ์ทุกด้ำน ซึ่งกำรเปรียบเทียบวัดค่ำคะแนนแยกกลุ่มกันระหว่ำง
ข้ำรำชกำรระดับ ๘ กับระดับ ๗ ย่อมเป็นธรรมกับข้ำรำชกำรในแต่ละกลุ่มแล้ว ดังนั้น จึงเห็นว่ำกำรประเมินผลกำรปฏิบัติ
งำนในกำรพิจำรณำแต่งตั้งครั้งนี้ไม่เป็นกำรเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีแต่อย่ำงใด (ค�ำพิพำกษำศำลปกครอง
สูงสุด ที่ อ.๑๓๔/๒๕๔๘) จะเห็นได้ว่ำ กรณีนี้เป็นกำรประเมินบุคคลที่จัดอยู่ในสองกลุ่มอันแตกต่ำงกัน เพื่อด�ำรงต�ำแหน่ง
เดียวกัน โดยใช้เกณฑ์เหมือนกัน จึงไม่เป็นกำรเลือกปฏิบัติ อย่ำงไรก็ตำม หำกมีกำรประเมินบุคคลสองกลุ่มที่แตกต่ำงกัน
โดยใช้เกณฑ์ที่แตกต่ำงกัน เพื่อน�ำมำสู่กำรพิจำรณำแต่งตั้งในต�ำแหน่งเดียวกัน อำจเป็นกำรเลือกปฏิบัติได้
ในกรณีกำรยื่นค�ำขอด�ำรงต�ำแหน่งหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมกำรมีมติให้ผู้ขอด�ำรงต�ำแหน่งบำงรำยต้องท�ำกำร
บำงอย่ำง ในขณะที่ผู้ขอด�ำรงต�ำแหน่งเดียวกันรำยอื่นไม่ต้องท�ำนั้น ศำลเปรียบเทียบผู้ขอด�ำรงต�ำแหน่งรำยอื่นเปรียบ
เทียบกันแล้วเห็นว่ำผู้ฟ้องได้รับกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงในสำระส�ำคัญ ดังจะเห็นได้จำกคดีที่ศำลตัดสินว่ำ “กำรที่ผู้ถูกฟ้อง
คดีมีมติเห็นชอบให้ผู้ยื่นค�ำขอรำยอื่นซึ่งด�ำรงต�ำแหน่งในลักษณะเดียวกันกับผู้ฟ้องคดีที่ยื่นค�ำขอในล�ำดับก่อนและหลัง
ผู้ฟ้องคดี โดยมิได้ให้บุคคลดังกล่ำวจัดท�ำวิสัยทัศน์ประกอบกำรพิจำรณำแต่อย่ำงใด กรณีจึงเห็นได้ว่ำ ผู้ถูกฟ้องคดีได้
ปฏิบัติต่อบุคคลประเภทเดียวกันให้แตกต่ำงกันในสำระส�ำคัญอันเป็นกำรเลือกปฏิบัติ” (ค�ำพิพำกษำศำลปกครองสูงสุด
ที่ อ.๔๑/๒๕๕๒)
ส�ำหรับประเด็นปัญหำว่ำ บุคคลคนเดียวกันได้รับกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกันจำกกฎเกณฑ์หรือค�ำสั่งทำง
ปกครอง จะเป็นกำรเลือกปฏิบัติหรือไม่นั้น ศำลพิจำรณำค�ำสั่งแต่ละกรณีว่ำอยู่ภำยใต้เงื่อนไขและปัจจัยที่เหมือนกัน
หรือไม่ ดังตัวอย่ำงเช่น ค�ำพิพำกษำศำลปกครองสูงสุดที่ อ.๖๑/๒๕๕๑ ศำลตัดสินว่ำ “กำรลงโทษผู้ฟ้องคดีทั้งสองกรณี
เกิดจำกมูลเหตุต่ำงกัน กำรที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีค�ำสั่งที่ ๔๕/๒๕๔๕ ลงทัณฑ์กักขังจึงเป็นค�ำสั่งไม่ซ�้ำซ้อนกับค�ำสั่งกล่ำว
ตักเตือน ประกอบกับกรณีดังกล่ำวเป็นไปตำมระดับทัณฑ์มำตรฐำน ซึ่งผู้บังคับบัญชำได้ก�ำหนดไว้ ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีก็ได้
น�ำหลักเกณฑ์ดังกล่ำวลงทัณฑ์ข้ำรำชกำรรำยอื่นที่มีควำมบกพร่องในลักษณะเดียวกันนี้มำแล้ว กรณีจึงไม่ถือว่ำเป็นกำร
เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม”
ส�ำหรับกรณีกำรปฏิบัติต่อบุคคลแตกต่ำงกันด้วยสำเหตุของวุฒิกำรศึกษำนั้น มักจะเกิดขึ้นในมิติของกำร
จ้ำงแรงงำน เช่น กรณีปัญหำว่ำบุคคลที่จบกำรศึกษำปริญญำตรีโดยไม่ได้รับเกียรตินิยม กับบุคคลที่จบกำรศึกษำปริญญำ
ตรีเกียรตินิยมนั้น เป็นบุคคลที่ “เหมือนกัน” หรือไม่ หำกพิจำรณำว่ำเป็นบุคคลที่เหมือนกัน ก็จะส่งผลต่อไปว่ำ กฎที่ให้
สิทธิแก่บุคคลทั้งสองแตกต่ำงกัน จะเป็นกำรเลือกปฏิบัติ แต่หำกพิจำรณำว่ำเป็นบุคคลที่แตกต่ำงกัน ก็อำจท�ำให้เกิดกำร
ปฏิบัติที่แตกต่ำงกันได้ ในประเด็นนี้ศำลได้วินิจฉัยไว้ว่ำ บุคคลทั้งสองกลุ่มนั้น “เหมือนกัน” ดังนั้น กฎที่ส่งผลให้บุคคล
ทั้งสองกลุ่มได้รับกำรปฏิบัติแตกต่ำงกัน จึงเป็นกำรเลือกปฏิบัติ ศำลได้อธิบำยไว้ว่ำ
214

