Page 210 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 210

กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ





                              ในคดี Belgian Linguistics ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับกำรเลือกปฏิบัติในเบลเยี่ยม ECHR อธิบำยว่ำ 75
               หลักควำมเท่ำเทียมกันของกำรปฏิบัติ (Principle of Equality of Treatment) จะถูกละเมิด หำกควำมแตกต่ำงใน

               กำรปฏิบัติ (Distinction) นั้นปรำศจำกวัตถุประสงค์และเหตุผลอันสมควร ซึ่งจะต้องประเมินจำกควำมสัมพันธ์ระหว่ำง
               เป้ำหมำยและผลกระทบ (Aim and Effects) ของมำตรกำรนั้น ประเด็นส�ำคัญที่ ECHR ต้องกำรย�้ำก็คือ ควำม
               แตกต่ำงของกำรปฏิบัติที่จะไม่ถือเป็นกำรเลือกปฏิบัตินั้น ไม่เพียงแต่จะต้องมีเหตุผลที่ชอบด้วยกฎหมำย (Legitimate

               Aim) เท่ำนั้น แต่ยังต้องมีควำมสัมพันธ์อย่ำงสมเหตุผลและได้สัดส่วนระหว่ำงวัตถุประสงค์และวิธีกำรที่น�ำมำใช้เพื่อบรรลุ
               วัตถุประสงค์นั้นด้วย

                            จำกคดีนี้ ผู้ร้องจะต้องแสดงให้เห็นหลำยประกำร ได้แก่
                             มีกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกันระหว่ำงบุคคลสองกลุ่ม
                             บุคคลทั้งสองกลุ่มนั้นอยู่ในสถำนกำรณ์ที่เปรียบเทียบกันได้ (Analogous Situation)



                            ส�ำหรับฝ่ำยที่ถูกร้องหรือภำครัฐนั้น ก็มีข้อต่อสู้ว่ำ กำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกันนั้นเป็นไปภำยใต้สถำนกำรณ์ที่
               มีเหตุผล กำรปฏิบัติที่แตกต่ำงอำจไม่ถือเป็นกำรเลือกปฏิบัติตำมมำตรำ ๑๔ หำกมีวัตถุประสงค์และเหตุผลที่ชอบธรรม

               และเป็นไปตำมหลัก “Margin of Appreciation” ซึ่งจะได้วิเครำะห์เป็นหัวข้อต่ำงหำกต่อไป
                            คดีที่ตัดสินตำมหลักของ ECHR นั้นมักเกี่ยวข้องกับกำรพิจำรณำวัตถุประสงค์และควำมสัมพันธ์อัน
               สมเหตุผลระหว่ำงเป้ำหมำยและวิธีกำรของมำตรกำรที่พิพำทดังกล่ำวข้ำงต้น มำกกว่ำพิจำรณำผลกระทบจำกกำร

               ปฏิบัติที่แตกต่ำงต่อกลุ่มที่มีควำมเสี่ยง เช่น กฎหมำยที่ปฏิบัติต่อผู้ชำยในลักษณะที่พึงพอใจน้อยกว่ำผู้หญิงนั้นเป็นกำร
               เลือกปฏิบัติ (Van Raalte v. the Netherlands) กำรก�ำหนดให้แม่เป็นผู้มีอ�ำนำจปกครองบุตรเพรำะรสนิยมทำงเพศ

               ของพ่อนั้นเป็นกำรเลือกปฏิบัติ (Salgueiro Da Silva Mouta v. Portugal)
                            ดังนั้น จะเห็นได้ว่ำในกรณีของกำรเลือกปฏิบัติโดยตรงนั้น กฎหมำย กฎเกณฑ์หรือนโยบำยที่พิพำทนั้น
               มีลักษณะเป็นกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกันระหว่ำงบุคคลโดยมีบุคคลกลุ่มหนึ่งได้รับกำรปฏิบัติที่ด้อยกว่ำหรือถูกจ�ำกัดสิทธิ

               ภำยใต้เงื่อนไขว่ำบุคคลทั้งสองกลุ่มนั้นอยู่ในสถำนกำรณ์ที่เปรียบเทียบกันได้ ซึ่งจะแตกต่ำงกับกำรเลือกปฏิบัติโดยอ้อม
               ซึ่งกฎหมำยหรือกฎเกณฑ์นั้นดูภำยนอกแล้วไม่มีกำรปฏิบัติที่แตกต่ำงกัน กล่ำวคือ มุ่งหมำยบังคับโดยไม่จ�ำแนกควำม

               แตกต่ำงของบุคคล แต่ส่งผลกระทบท�ำให้บุคคลบำงกลุ่มเสียเปรียบด้วยเหตุแห่งกำรเลือกปฏิบัติ
                            นอกจำกนี้ กฎหมำยอื่นของสหภำพยุโรปซึ่งมีกำรก�ำหนดหลักเกณฑ์กำรเลือกปฏิบัติโดยตรงไว้ เช่น มำตรำ
               2.2 (a) ของ EU Race Directive ก�ำหนดว่ำ “กำรเลือกปฏิบัติโดยตรงจะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลถูกปฏิบัติอันเป็นที่พึงพอใจ

               น้อยกว่ำบุคคลอื่น โดยถูกปฏิบัติในสถำนกำรณ์ที่เปรียบเทียบกันได้ด้วยเหตุแห่งเชื้อชำติหรือถิ่นก�ำเนิด”
                            มำตรำ ๔๕ ของ Treaty on the Functioning of the European Union (TFEU) วำงหลักเกี่ยวกับ
               เสรีภำพในกำรเคลื่อนย้ำยแรงงำนในสหภำพยุโรป โดยมีหลักกำรเกี่ยวกับกำรห้ำมเลือกปฏิบัติ คือ “เสรีภำพในกำร

               เคลื่อนย้ำยแรงงำนนั้นรวมถึงกำรขจัดกำรเลือกปฏิบัติใด ๆ ด้วยเหตุแห่งสัญชำติ ในกรณีที่เกี่ยวกับกำรจ้ำงแรงงำน
               ค่ำตอบแทน เงื่อนไขกำรท�ำงำน” ตัวอย่ำงคดี เช่น กฎหมำยฝรั่งเศสก�ำหนดสัดส่วนลูกเรือฝรั่งเศสให้ต้องประกอบไป
               ด้วยผู้มีสัญชำติฝรั่งเศสจ�ำนวนหนึ่ง (Commission v. Italy, 2001 ECR I-4923) หรือในคดี Groener v. Minister for

               Education (1989) ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้หญิงชำวดัทช์ถูกปฏิเสธต�ำแหน่งงำนสอนหนังสือในวิทยำลัยแห่งหนึ่งใน Dublin



                      75    lbid.





                                                               209
   205   206   207   208   209   210   211   212   213   214   215