Page 195 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 195

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ







                            ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า มาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้บุคคล
          ย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันการเลือก

          ปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นก�าเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกาย
          หรือสุขภาพ สถานะทางบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็น
          ทางการเมือง อันขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระท�ามิได้ ซึ่งเป็นการวางหลักการให้รัฐปฏิบัติต่อบุคคลบนพื้น

          ฐานความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ทั้งนี้ โดยไม่ออกหลักเกณฑ์ให้มีผลปฏิบัติที่แตกต่างกันต่อบุคคลที่เหมือนกันในสาระ
          ส�าคัญอย่างเดียวกัน หรือไม่ออกหลักเกณฑ์ให้มีผลปฏิบัติอย่างเดียวกันต่อบุคคลที่แตกต่างกันในสาระส�าคัญ ซึ่งประกาศ

          กระทรวงการคลัง เรื่อง ก�าหนดสถานบริการประเภทที่ ๐๙.๙๐ ในตอนที่ ๙ สถานบริการตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
          ลงวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๔๐ที่ก�าหนดให้สนามกอล์ฟทุกแห่งเสมอเหมือนกันมิได้มีการเลือกปฏิบัติกับสนามกอล์ฟรายหนึ่ง
          รายใดโดยเฉพาะ และแม้ผู้ประกอบการสนามกอล์ฟจะผลักภาระภาษีดังกล่าวให้ผู้ใช้บริการสนามกอล์ฟเป็นผู้รับภาระ

          ก็หาได้เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้บริการสนามกอล์ฟเพราะเหตุฐานะทางเศรษฐกิจไม่ เพราะไม่ว่าผู้ใด
          จะใช้บริการสนามกอล์ฟก็ต้องแบกรับภาระภาษีดังกล่าวเหมือนกัน นอกจากนั้น ผู้ใช้บริการก็ยังมีทางเลือกอย่างอื่น

          ดังนั้น ประกาศดังกล่าวจึงไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม





                       ๒๒) กรณีฟ้องว่าประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๘๐) มีลักษณะเป็นการ
          เลือกปฏิบัติ (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๔๘/๒๕๔๙)

                            ผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจโดยปฏิบัติหน้าที่ไม่น้อยกว่าห้าปี ฟ้องว่าการที่อธิบดีกรม
          สรรพากร (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒) ได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๘๐) ลงวันที่ ๒๙ มีนาคม
          ๒๕๔๓ แก้ไขเพิ่มเติมประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๕๙) และได้ก�าหนดหลักเกณฑ์ข้อ ๑ (๑)

          ใหม่ ดังนี้ (๑) กรณีเกษียณอายุลูกจ้างผู้นั้นต้องมีอายุไม่ต�่ากว่าห้าสิบปีบริบูรณ์ และ (ก) เข้าเป็นสมาชิกกองทุนส�ารอง
          เลี้ยงชีพมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี หรือ (ข) เข้าเป็นสมาชิกกองทุนส�ารองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนส�ารองเลี้ยง
          ชีพในระหว่างวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๘ และได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุก่อนวันที่

          ๒ ธันวาคม ๒๕๔๓ ซึ่งมีระยะเวลาที่ท�างานกับนายจ้างนั้นก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่า ๕ ปี ซึ่งจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวมี
          เงื่อนไขและวิธีการว่าเงินหรือประโยชน์ใด ๆ ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนส�ารองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงิน
          ได้จะต้องเป็นสมาชิกกองทุนส�ารองเลี้ยงชีพระหว่างวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๗ ถึงวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๘ และได้ออก

          จากงานเพราะเกษียณอายุ ถ้ามีระยะเวลาที่ท�างานกับนายจ้างนั้นก่อนเกษียณอายุไม่น้อยกว่าห้าปี แม้จะเป็นสมาชิกไม่
          ครบห้าปีก็ได้รับสิทธิประโยชน์ แต่ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีอายุไม่ต�่ากว่าห้าสิบปีบริบูรณ์และท�างานอยู่กับ

          นายจ้างเกินห้าปีและได้ออกจากงานเพราะเกษียณอายุก่อนการเป็นสมาชิกกองทุนส�ารองเลี้ยงชีพจะครบห้าปีแต่ว่าสมัคร
          เป็นสมาชิก หลังวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๘ แม้ว่าจะอยู่ในหลักเกณฑ์ตามข้อ (ข) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับ
          ภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๘๐) ซึ่งควรจะได้รับยกเว้นภาษีส�าหรับเงินหรือประโยชน์ใด ๆ ที่ได้รับจากกองทุนส�ารองเลี้ยงชีพเช่น

          เดียวกับประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๕๙) ลงวันที่ ๒ ธันวาคม ๒๕๓๙ แก้ไขเพิ่มเติมประกาศ
          อธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๕๒) โดยก�าหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการว่าเงินหรือประโยชน์ใด ๆ

          ที่ลูกจ้างได้รับจากกองทุนส�ารองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างที่จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จะต้องเป็นสมาชิกกองทุนส�ารองเลี้ยงชีพ





                                                         194
   190   191   192   193   194   195   196   197   198   199   200