Page 185 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 185
ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ
๑๐) การที่คณะกรรมการอัยการไม่รับสมัครสอบบุคคลที่มีรูปกายพิการเพื่อสอบคัดเลือกเป็น
ข้าราชการอัยการในต�าแหน่งอัยการผู้ช่วยมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่
อ.๑๔๒/๒๕๔๗)
ศาลปกครองสูงสุดพิพากษาวางหลักในเรื่องความเสมอภาคตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทยฯ ในกรณีที่มีการน�าเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกายมากล่าวอ้างเพื่อปฏิบัติต่อบุคคลให้
แตกต่างกันโดยไม่มีเหตุที่หนักแน่นควรค่าแก่การรับฟังย่อมถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม
ประธานกรรมการอัยการ โดยอาศัยมติของคณะกรรมการอัยการ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้ออกประกาศ
ก.อ. เรื่อง ก�าหนดการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในต�าแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งในการรับ
สมัครสอบคัดเลือกครั้งนี้มีผู้มาสมัครสอบคัดเลือกทั้งสิ้น จ�านวน ๑,๔๐๔ คน ในการนี้ ผู้ฟ้องคดีซึ่งมีรูปกายพิการซึ่ง
ประกอบวิชาชีพทนายความมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ได้ยื่นใบสมัครสอบด้วย โดยบุคคลอ้างอิงของผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือ
ถึงคณะกรรมการแพทย์ให้ข้อมูลประกอบในการพิจารณาการตรวจร่างกายและจิตใจและรับรองการปฏิบัติงานของ
ผู้ฟ้องคดี รับรองว่าแม้ผู้ฟ้องคดีจะมีรูปกายพิการแต่ผู้ฟ้องคดีมีสุขภาพแข็งแรงสามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ของทนายความ
ได้ดีไม่มีอุปสรรคใด ๆ ซึ่งคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกฯ ได้รับรายงานผลการตรวจ
ร่างกายของคณะกรรมการแพทย์ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีรูปกายพิการเดินขากะเผลก กล้ามเนื้อแขนลีบจนถึงปลายมือทั้งสอง
ข้าง กล้ามเนื้อขาลีบจนถึงปลายเท้าทั้งสองข้าง กระดูกสันหลังคด ได้รับการผ่าตัดดามเหล็กที่กระดูกสันหลังไว้เพื่อให้ไหล่
ทั้งสองข้างเท่ากัน จึงมีมติไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดีเนื่องจากเป็นผู้มีบุคลิกภาพและร่างกายไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการ
อัยการ ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๓๓ (๑๑) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งผู้ถูก
ฟ้องคดีเห็นชอบด้วยกับคณะอนุกรรมการฯ จึงได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบโดยไม่มีรายชื่อผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิสอบ
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสภาพทางกาย จึงน�าคดีมาฟ้อง
ขอให้ศาลเพิกถอนมติดังกล่าว
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีจะใช้อ�านาจดุลพินิจตามมาตรา ๓๓ (๑๑) และ
(๑๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ มาประกอบการวินิจฉัยว่าผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อ
บรรจุเป็นข้าราชการอัยการในต�าแหน่งอัยการผู้ช่วยรายใดมีกายหรือจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการอัยการ ต้อง
มีเหตุที่หนักแน่นควรค่าแก่การรับฟังด้วยว่าผู้สมัครสอบคัดเลือกรายนั้นมีกายหรือจิตใจที่ไม่เหมาะสมอย่างไรอันท�าให้
ไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ของข้าราชการอัยการได้ ซึ่งเมื่อข้อเท็จจริงและหนังสือของผู้ที่รับรองสุขภาพและความ
สามารถในการปฏิบัติงานของผู้ฟ้องคดีที่มีถึงคณะอนุกรรมการพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็น
ข้าราชการในต�าแหน่งอัยการผู้ช่วย พ.ศ. ๒๕๔๔ ฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีแม้จะมีรูปกายพิการ แต่ความพิการดังกล่าวไม่ถึงขนาด
ที่ท�าให้ผู้ฟ้องคดีไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่การงานโดยปกติได้ โดยที่งานที่ผู้ฟ้องคดีเคยท�าในขณะ
เป็นทนายความมาแล้วนั้นมีลักษณะท�านองเดียวกับงานของข้าราชการอัยการ จึงน่าเชื่อว่าแม้สภาพทางกายของผู้ฟ้อง
คดีจะพิการแต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่ถึงขั้นจะเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะงานของอัยการ
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดีโดยมิได้พิจารณาถึงความสามารถที่แท้จริงในการปฏิบัติงานของผู้ฟ้อง
คดี จึงไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นควรค่าแก่การรับฟังว่าการที่ผู้ฟ้องคดีมีกายพิการดังกล่าวจะท�าให้ไม่สามารถปฏิบัติงาน
ในหน้าที่ของข้าราชการอัยการได้อย่างไร มติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่รับสมัครผู้ฟ้องคดีในการสอบคัดเลือกเพื่อบรรจุเป็น
ข้าราชการอัยการในต�าแหน่งอัยการผู้ช่วยประจ�าปี พ.ศ. ๒๕๔๔ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยมาตรา ๓๓ (๑๑)
แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. ๒๕๒๑ และเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดี
ตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
184

