Page 180 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 180

กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ






                              ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟ้งได้ว่า ผู้ด�ารงต�าแหน่งรองผู้อ�านวยการสถานศึกษา
               ผู้ด�ารงต�าแหน่งผู้อ�านวยการสถานศึกษา ผู้ด�ารงต�าแหน่งครูและครูผู้ช่วย รวมทั้งผู้ด�ารงต�าแหน่งในสายงานสนับสนุน เช่น
               เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป นักวิชาการพัสดุ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้ง

               เป็นอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ด้วยคุณสมบัติด้านต�าแหน่ง แต่
               ผู้ด�ารงต�าแหน่งรองผู้อ�านวยการส�านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้ด�ารงต�าแหน่งผู้ช่วยผู้อ�านวยการส�านักงานเขตพื้นที่การ
               ศึกษา และผู้ด�ารงต�าแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลับไม่มีสิทธิเลือกตั้งและไม่มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้ง

               เป็นอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งที่มิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
               จ�ากัดคุณสมบัติด้านต�าแหน่งไว้ การออกกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
               และอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ของคณะ

               กรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงเป็นการก�าหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่จ�ากัดสิทธิในการเลือกตั้ง
               และจ�ากัดสิทธิในการเข้ารับการเลือกตั้งเป็นอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ.

               เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งก่อให้เกิดความไม่เท่าเทียมระหว่างผู้มีสิทธิกับผู้ไม่มีสิทธิในการเลือกตั้ง และเข้ารับการเลือกตั้ง
               โดยไม่เป็นธรรมและไม่มีเหตุผลอันอาจรับฟังได้ อันขัดต่อหลักความเสมอภาค ตามมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่ง
               ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และขัดต่อมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร

               ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ดังนั้น การที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ก�าหนดหลัก
               เกณฑ์และวิธีการได้มาของอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน

               อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ จึงไม่ชอบด้วยมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
               ๒๕๔๐ ประกอบด้วยมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗
               และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ จึง

               พิพากษาให้เพิกถอน ข้อ ๑ (๑) ของ กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและ
               อนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘






                            ๕) กรณีฟ้องว่า มาตรา ๑๐ (๒) และมาตรา ๑๑ (๒) แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
               พ.ศ. ๒๕๔๙ มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติกับนักโทษบางราย (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.๔๔/๒๕๕๑)

                                นักโทษซึ่งต้องโทษในความผิดฐานจ�าหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
               พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยได้รับโทษจ�าคุก ๒๕ ปีหรือซึ่งต้องโทษความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา ๓๓๙ วรรคสาม มาตรา ๘๓
               มาตรา ๙๓ และมาตรา ๗๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญาโดยได้รับโทษจ�าคุก ๑๔ ปีหรือซึ่งต้องโทษในความผิดเกี่ยวกับ

               พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ และพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
               พ.ศ. ๒๕๑๙ ซึ่งจ�าคุกมาแล้ว ๑๐ ปีโดยเป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม ฟ้องว่าพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ.

               ๒๕๔๙ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีผลท�าให้ไม่ได้รับการลดโทษหรือได้รับการลดโทษโดยไม่เท่าเทียมกับผู้ต้องโทษ
               ในความผิดฐานอื่น อันมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม จึงน�าคดีมาฟ้องขอให้ศาลเพิกถอน มาตรา ๘ มาตรา
               ๙ มาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แห่งพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว อันเป็นบทบัญญัติส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย









                                                               179
   175   176   177   178   179   180   181   182   183   184   185