Page 182 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 182

กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ






                              ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่ผู้บังคับบัญชาได้มีบันทึกว่ากล่าวตักเตือนผู้ฟ้องคดีเกิดจากการ
               ที่ผู้ฟ้องคดีท�าตราประทับของทางราชการสูญหาย ส่วนกรณีการลงทัณฑ์กักขังผู้ฟ้องคดีมีก�าหนด ๕ วัน เป็นผลสืบเนื่อง
               มาจากการที่ผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่าใช้ตราประทับที่ไม่ใช่เป็นของทางราชการได้จัดท�าขึ้นตรวจอนุญาตให้แก่ผู้โดยสาร

               ต่างชาติ และคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยได้สอบสวนแล้วเห็นว่าการกระท�าของผู้ฟ้องคดีเป็นความประมาทเลินเล่อ
               ท�าให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหายและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ อันเป็นความผิดตามมาตรา ๕

               (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยต�ารวจ พุทธศักราช ๒๔๗๗ จึงเป็นคนละกรณีกับการที่ผู้ฟ้องคดีได้ท�าตราประทับ
               สูญหาย และผู้บังคับบัญชาได้ลงโทษว่ากล่าวตักเตือนไปแล้ว ดังนั้น เมื่อพิเคราะห์แล้วว่าการลงโทษผู้ฟ้องคดีทั้งสองกรณี
               เกิดจากมูลเหตุต่างกัน การที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีค�าสั่งที่ ๔๕/๒๕๔๕ ลงทัณฑ์กักขังจึงเป็นค�าสั่งไม่ซ�้าซ้อนกับค�าสั่งกล่าว

               ตักเตือน ประกอบกับกรณีดังกล่าวเป็นไปตามระดับทัณฑ์มาตรฐาน ซึ่งผู้บังคับบัญชาได้ก�าหนดไว้เช่นเดียวกับการท�า
               อาวุธปืนหายในทุกกรณี โดยยกเว้นให้เฉพาะในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย เนื่องจากหลักเกณฑ์ดังกล่าวถูกก�าหนดขึ้นโดยมี
               วัตถุประสงค์เพื่อให้เจ้าหน้าที่ใช้ความระมัดระวังในการเก็บรักษาตราประทับที่อยู่ในความครอบครองเช่นเดียวกับที่

               ครอบครองอาวุธปืน เพราะการท�าตราประทับหายไปและมีผู้อื่นเก็บได้จะเป็นช่องทางให้มีการน�าตราประทับดังกล่าวไปใช้
               ในการกระท�าความผิดได้เช่นเดียวกับการท�าอาวุธปืนหาย และผู้ถูกฟ้องคดีก็ได้น�าหลักเกณฑ์ดังกล่าวลงทัณฑ์ข้าราชการ
               รายอื่นที่มีความบกพร่องในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว กรณีจึงไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ค�าสั่งลงทัณฑ์

               ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นค�าสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย




                            ๗) การคัดเลือกบุคคลเพื่อด�ารงต�าแหน่งบุคลากร ๘ ใช้หลักเกณฑ์ที่ไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ
               (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๓๔/๒๕๔๘)

                              อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑) ได้ด�าเนินการสรรหาข้าราชการเพื่อแต่งตั้งให้
               ด�ารงต�าแหน่งบุคลากร ๘ (ผู้อ�านวยการกองการเจ้าหน้าที่ กรมโยธาธิการ) โดยในการด�าเนินการดังกล่าวใช้วิธีการสรรหา
               โดยการย้ายข้าราชการระดับ ๘ มาด�ารงต�าแหน่ง และโดยการเลื่อนข้าราชการระดับ ๗ ขึ้นมาด�ารงต�าแหน่ง ซึ่งในการ

               ด�าเนินการดังกล่าวคณะกรรมการพิจารณาความเหมาะสมในการเลื่อนข้าราชการ พิจารณาข้าราชการระดับ ๘ และ
               ระดับ ๗ ที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการคัดเลือกให้ด�ารงต�าแหน่งบุคลากร ๘ ทั้งหมดแล้ว ผลปรากฏว่าในกลุ่มข้าราชการระดับ ๘

               ผู้ฟ้องคดีมีคะแนนประเมินมากที่สุด ส่วนในกลุ่มข้าราชการระดับ ๗ นาง ว. ได้คะแนนประเมินมากที่สุด คณะกรรมการ
               พิจารณาความเหมาะสมในการเลื่อนข้าราชการได้พิจารณาความเหมาะสมกับต�าแหน่งแล้วจึงมีมติคัดเลือกนาง ว. ให้
               ด�ารงต�าแหน่งบุคลากรระดับ ๘ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ เห็นชอบด้วย จึงมีค�าสั่งกรมโยธาธิการ ที่ ๑๖๙๕/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๓๐

               ตุลาคม ๒๕๔๔ เลื่อนนาง ว. ขึ้นแต่งตั้งให้ด�ารงต�าแหน่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าค�าสั่งดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติ
               โดยไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้องคดีเนื่องจากในการพิจารณาแต่งตั้งครั้งนี้มีการประเมินแยกกลุ่มกัน และมิได้มีการประเมิน
               เปรียบเทียบข้อมูลในหลายส่วนระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ได้รับการแต่งตั้งและเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ จึงน�าคดีมาฟ้อง

               ขอให้เพิกถอนค�าสั่งกรมโยธาธิการ ที่ ๑๖๙๕/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๔๔ ดังกล่าว


                              ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การประเมินผลการปฏิบัติราชการทั้ง ๒ กลุ่ม คณะกรรมการพิจารณา

               ความเหมาะสมในการเลื่อนข้าราชการได้ท�าการประเมินบุคลากรและผลงานตามหลักเกณฑ์ตามหนังสือส�านักงาน ก. พ.
               ที่ นร ๐๗๐๘.๑/ว ๒๒ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๐ ประกอบกับหลักเกณฑ์ตามบันทึกส�านักงานปลัดกระทรวง






                                                               181
   177   178   179   180   181   182   183   184   185   186   187