Page 181 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 181

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ





                         ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การที่นักโทษซึ่งเป็นผู้ต้องโทษจ�าคุกไม่ถึงตลอดชีวิตในความผิดฐาน
          จ�าหน่ายยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยได้รับพระราชทานอภัยโทษตามล�าดับ
          ชั้นนักโทษเด็ดขาดชั้นเยี่ยม ๑ ใน ๖ จึงต้องด้วยลักษณะบทบัญญัติตามมาตรา ๑๐ (๒) แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทาน

          อภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งความผิดฐานผลิต จ�าหน่าย น�าเข้า ส่งออก หรือจ�าหน่ายยาเสพติดให้โทษ ส�าหรับผู้ต้องโทษ
          จ�าคุกไม่ถึงตลอดชีวิตให้ลดโทษจากก�าหนดโทษตามล�าดับชั้นนักโทษเด็ดขาดตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์หรือกฎหมาย
          ว่าด้วยเรือนจ�าทหาร และการที่ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาให้เพิ่มโทษนักโทษฐานกระท�าความผิดตามมาตรา ๙๓

          แห่งประมวลกฎหมายอาญาท�าให้นักโทษดังกล่าวไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษ ต้องด้วยลักษณะ
          บทบัญญัติตามมาตรา ๑๑ (๒) แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๙ อันเป็นบทบัญญัติที่ต้องห้าม

          มิให้ผู้กระท�าผิดซ�้าไม่มีความเข็ดหลาบได้รับพระราชทานอภัยโทษ กรณีจึงมิใช่การเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมบท
          บัญญัติแห่งมาตรา ๑๐ (๒) และมาตรา ๑๑ (๒) แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงไม่ขัด
          ต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ อีกทั้งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. ๒๕๔๙

          เป็นการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปอันอยู่ในขอบเขตแห่งพระราชอ�านาจของพระมหากษัตริย์ตามที่คณะรัฐมนตรี
          เห็นสมควรถวายค�าแนะน�าขอให้พระราชทานอภัยโทษแก่นักโทษเด็ดขาดทุกคนที่เข้าเกณฑ์ก�าหนดที่จะอยู่ในข่าย

          พระมหากรุณาธิคุณก็ได้รับพระราชทานอภัยโทษ โดยลดหลั่นมากและน้อยตามประเภทของนักโทษหรือตามล�าดับชั้น
          นักโทษแล้วแต่กรณีอย่างทั่วกัน และไม่ปรากฏว่าพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวตราขึ้นโดยขัดกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
          ความอาญา พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช ๒๔๗๙ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐

          ซึ่งใช้บังคับในขณะนั้น บทบัญญัติมาตรา ๑๐ (๒) และมาตรา ๑๑ (๒) แห่งพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ
          พ.ศ. ๒๕๔๙ จึงเป็นบทบัญญัติที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว






                       ๖) การออกค�าสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ลงทัณฑ์กักขังผู้ฟ้องคดีไม่มีลักษณะเป็นโทษซ�้าซ้อน และ

          ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๖๑/๒๕๕๑)
                           ผู้ฟ้องคดีเป็นข้าราชการต�ารวจ ปฏิบัติหน้าที่ในศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ ส�านักงานตรวจคนเข้า
          เมือง โดยขณะปฏิบัติหน้าที่ ได้ท�าตราประทับตรวจหนังสือเดินทางขาเข้า รหัส A 820 ที่ครอบครองอยู่สูญหาย แต่ต่อมามี

          ผู้น�ามาคืน ผู้บังคับบัญชาจึงได้มีบันทึกว่ากล่าวตักเตือน แต่ต่อมาผู้บังคับบัญชาได้ตรวจพบว่ารอยตราประทับที่ผู้ฟ้อง
          คดีครอบครองได้ถูกน�าไปประทับให้แก่ผู้โดยสารซึ่งเป็นคนต่างด้าวที่เดินทางออกนอกราชอาณาจักร มีความแตกต่างกับ

          รอยตราของจริงซึ่งเก็บรักษาไว้ จึงเป็นกรณีน่าเชื่อว่ารอยตราประทับที่ผู้ฟ้องคดีใช้ประทับให้แก่คนต่างชาติที่เข้ามาใน
          ราชอาณาจักรดังกล่าวมิใช่เกิดจากตราประทับที่แท้จริง ผู้ก�ากับฝ่าย ๑ กองตรวจคนเข้าเมือง ๒ ส�านักงานตรวจคน
          เข้าเมือง (ผู้ถูกฟ้องคดี) จึงได้มีค�าสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ฟ้องคดีผลการสอบสวนพบว่ามีมูล ผู้ถูกฟ้องคดี

          จึงได้มีค�าสั่งที่ ๔๕/๒๕๔๕ ลงทัณฑ์กักขังผู้ฟ้องคดี ๕ วันในความผิดฐานประมาทเลินเล่อหรือจงใจท�าให้ทรัพย์สินของ
          รัฐเสียหาย ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการลงทัณฑ์ดังกล่าวเป็นการซ�้าซ้อนกับโทษที่ผู้ฟ้องคดีเคยถูกว่ากล่าวตักเตือนมาก่อนแล้ว
          ผู้ฟ้องคดีจึงได้ร้องทุกข์ต่อผู้ถูกฟ้องคดี ต่อมา ผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาค�าร้องทุกข์ดังกล่าวแล้วและได้แจ้งให้ผู้ฟ้องคดี

          ทราบว่าค�าสั่งดังกล่าวเป็นค�าสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยจึงน�าคดีมาฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนค�าสั่ง
          ลงทัณฑ์กักขังผู้ฟ้องคดี ๕ วัน







                                                         180
   176   177   178   179   180   181   182   183   184   185   186