Page 179 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 179

ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ





                         ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การออกจากราชการของผู้ฟ้องคดีเป็นการออกจากราชการ เนื่องจาก
          เกษียณอายุราชการตามปกติ ตามมาตรา ๔๖ (๒) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการต�ารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑ ประกอบ
          กับมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติบ�าเหน็จบ�านาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ สิทธิประโยชน์ที่ผู้ฟ้องคดีจะพึงได้รับจึง

          เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยบ�าเหน็จบ�านาญข้าราชการ และระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่ผู้ถูกฟ้องคดีก�าหนดไว้ส�าหรับ
          ข้าราชการต�ารวจที่พ้นจากราชการตามกฎหมายดังกล่าว ส่วนข้าราชการต�ารวจที่สมัครเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยน
          ก�าลังพล เป็นการออกจากราชการตามมาตรา ๔๖ (๓) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการต�ารวจ พ.ศ. ๒๕๒๑

          ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๓ ที่แจ้งเวียนตามหนังสือส�านักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ นร.
          ๐๒๐๕/ว (ล) ๑๑๒๖๗ ลงวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๓ ที่อนุมัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีด�าเนินการตามโครงการปรับเปลี่ยนก�าลังพล

          ได้สิทธิประโยชน์ที่ผู้ออกจากราชการจะพึงได้รับในทั้งสองกรณีจึงแตกต่างกัน เพราะเป็นคนละกรณีกัน อีกทั้งโครงการ
          ดังกล่าวก็เปิดโอกาสให้แก่ข้าราชการต�ารวจทุกคนที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่ก�าหนดไว้สมัครเข้าร่วมโครงการ
          ดังกล่าวได้ รวมทั้งผู้ฟ้องคดีด้วย ซึ่งผู้ฟ้องคดีเลือกที่จะไม่สมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าว การได้รับสิทธิประโยชน์

          แตกต่างกันจึงเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย กฎ ระเบียบของการมีโครงการดังกล่าว ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดี
          ไม่เลื่อนยศพันต�ารวจเอกให้แก่ผู้ฟ้องคดี เป็นกรณีพิเศษเช่นเดียวกับการเลื่อนยศพันต�ารวจเอกเป็นกรณีพิเศษให้แก่

          ข้าราชการต�ารวจที่ลาออกจากราชการตามโครงการปรับเปลี่ยนก�าลังพลมิได้เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และ
          มิได้เป็นการต่อหน้าที่ตามกฎหมายก�าหนดให้ต้องปฏิบัติ





                       ๔) การก�าหนดหลักเกณฑ์และวิธีการได้มาของอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทาง
          การศึกษาใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ขัดต่อมาตรา ๒๖ มาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราช

          อาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ ฟ.๑๗/๒๕๕๑)
                           ผู้ฟ้องคดีซึ่งด�ารงต�าแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฟ้องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวง
          ศึกษาธิการ และคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ออกกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และ

          วิธีการได้มาของอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ.
          เขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ท�าให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งด�ารงต�าแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ด�ารง

          ต�าแหน่งรองผู้อ�านวยการส�านักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้ด�ารงต�าแหน่งผู้ช่วยผู้อ�านวยการส�านักงานเขตพื้นที่การศึกษา
          ตลอดจนผู้ด�ารงต�าแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารการศึกษาขั้นพื้นฐานรายอื่น ที่ปฏิบัติงานในส�านักงานเขตพื้นที่การศึกษา
          จ�านวน ๑๗๕ เขตทั่วประเทศ ไม่มีสิทธิได้รับการคัดเลือกให้เป็นอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา

          กับไม่มีสิทธิเลือกตั้ง และไม่มีสิทธิเข้ารับการเลือกตั้งเป็นอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน
          อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา การออกกฎ ก.ค.ศ. ดังกล่าวจึงเป็นการกระท�าที่ไม่ค�านึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จ�ากัด

          สิทธิเสรีภาพ ซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาคและเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ตามมาตรา ๒๖ มาตรา ๒๙ และ
          มาตรา ๓๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ นอกจากนั้น ยังเป็นการไม่ปฏิบัติหรือละเลยหลัก
          การบริหารบุคคล ตามมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗

          จึงน�าคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อขอให้มีค�าพิพากษาหรือค�าสั่งให้เพิกถอนกฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และ
          วิธีการได้มาของอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ.
          เขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘






                                                        178
   174   175   176   177   178   179   180   181   182   183   184