Page 178 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 178
กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
๒) ค�าสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากต�าแหน่งเทศมนตรีต�าบล
ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๙๓/๒๕๔๘)
ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ด�ารงต�าแหน่งนายกเทศมนตรีต�าบล ป. และผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ซึ่งด�ารงต�าแหน่งเทศมนตรี
ต�าบล ป. ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีถูกกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์เรียกร้องผลประโยชน์ต่าง ๆ และปฏิบัติการไม่ชอบ
ด้วยอ�านาจหน้าที่ และมีความประพฤติในทางที่จะน�ามาซึ่งความเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์ของต�าแหน่งราชการ คณะ
กรรมการสอบสวนได้สอบปากค�าพยานฝ่ายที่กล่าวหาจ�านวน ๔ ปาก แล้วแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานที่สนับสนุน
ข้อกล่าวหาแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง โดยปกปิดรายชื่อพยาน ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนได้รายงานผลการสอบสวนต่อผู้ว่า
ราชการจังหวัด ภ. กรณีกล่าวหาว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองร่วมกันเรียกรับเงินจากบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างระบบรวบรวมและบ�าบัด
น�้าเสียของเทศบาลต�าบล ป. ข้อเท็จจริงฟังได้ตามข้อกล่าวหา จึงเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้ถูกฟ้อง
คดีจึงได้มีค�าสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๓๔๐/๒๕๔๙ ลงวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๔๕ สั่งให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ พ้นจากต�าแหน่ง
นายกเทศมนตรีต�าบล ป. และให้ผู้ฟ้องคดีที่ ๒ พ้นจากต�าแหน่งเทศมนตรีต�าบล ป. ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าค�าสั่งดังกล่าว
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมและใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ เนื่องจากมีการปกปิด
รายชื่อพยานมิให้ผู้ฟ้องคดีทราบ จึงน�าคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนค�าสั่งดังกล่าว
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า แม้คณะกรรมการสอบสวนจะปกปิดรายชื่อพยาน มิให้ผู้ฟ้องคดีทราบ
ก็ตาม แต่ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาที่แจ้งผู้ฟ้องคดีก็มีรายละเอียดของถ้อย
ค�าพยานดังกล่าวแล้ว ปรากฏตามค�าคัดค้านค�าให้การของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้ทราบข้อเท็จจริงอย่าง
เพียงพอ และผู้ฟ้องคดีก็ได้โต้แย้งและชี้แจงแสดงพยานหลักฐานแล้ว กรณีจึงไม่ท�าให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเสียเปรียบ และ
ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด
๓) การที่ส�านักงานต�ารวจแห่งชาติไม่พิจารณาเลื่อนยศเป็นพันต�ารวจเอกให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่เกษียณอายุ
ราชการตามปกติ ตามพระราชบัญญัติบ�าเหน็จบ�านาญข้าราชการฯ เหมือนกับผู้ที่เกษียณอายุราชการตามโครงการ
เกษียณก่อนก�าหนด ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ (ค�าพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.๑๘๕/๒๕๔๙)
ส�านักงานต�ารวจแห่งชาติ (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้จัดท�าโครงการปรับเปลี่ยนก�าลังพลเพื่อจูงใจให้ข้าราชการ
ต�ารวจทุกชั้นยศสมัครใจเข้าร่วมโครงการ โดยข้าราชการต�ารวจชั้นยศพันต�ารวจโทที่สมัครเข้าร่วมโครงการ และได้รับ
อนุญาตให้ลาออกจากราชการตามโครงการดังกล่าวจะได้รับการเลื่อนยศเป็นพันต�ารวจเอกเป็นกรณีพิเศษ นอกเหนือ
จากสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ผู้ถูกฟ้องคดีเป็นผู้ก�าหนด โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการต�ารวจและ
คณะรัฐมนตรี แต่ผู้ฟ้องคดีซึ่งด�ารงยศพันต�ารวจโทและต้องพ้นจากราชการเพราะเหตุเกษียณอายุตามพระราชบัญญัติ
บ�าเหน็จบ�านาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ กลับไม่ได้รับการพิจารณาให้เลื่อนยศเป็นพันต�ารวจเอกแต่อย่างใด ทั้งที่มี
ข้าราชการต�ารวจยศพันต�ารวจโทที่สมัครเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนก�าลังพลหรือเกษียณก่อนก�าหนดต่างก็ไม่ได้มี
คุณสมบัติใดที่แตกต่างจากผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการกระท�าของผู้ถูกฟ้องคดีที่ไม่พิจารณาเลื่อนยศเป็นพันต�ารวจ
เอกให้แก่ผู้ฟ้องคดีเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ เป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายก�าหนดให้ต้องปฏิบัติ เลือกปฏิบัติ
โดยไม่เป็นธรรม จึงน�าคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้ศาลปกครองพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีออกกฎ ระเบียบ หรือ
ค�าสั่งที่เป็นการก�าหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งออกจากราชการเพราะเกษียณอายุตามปกติได้รับการเลื่อนยศเป็น
พันต�ารวจเอกเช่นเดียวกับข้าราชการต�ารวจยศพันต�ารวจโทต�าแหน่งสารวัตร และต�าแหน่งรองผู้ก�ากับการที่ออกจาก
ราชการตามโครงการปรับเปลี่ยนก�าลังพลในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๔
177

