Page 176 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 176

กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ






                หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการด�าเนินการของนิติบุคคลนั้นได้กระท�าความผิดร่วมกับนิติบุคคลด้วย อันมีผลเป็นการผลัก
                ภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ไปยังกรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการ

                ด�าเนินการของนิติบุคคลนั้นทั้งหมดทุกคน ประกอบกับหลักพื้นฐานว่าด้วยความรับผิดทางอาญานั้น ประมวลกฎหมาย
                อาญา มาตรา ๕๙ บัญญัติว่า “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระท�า ...” ดังนั้น บุคคลไม่ว่าบุคคลธรรมดา
                หรือนิติบุคคลจะมีความรับผิดในทางอาญาก็ต่อเมื่อมีการกระท�า แต่พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๗๒/๕

                บัญญัติให้กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการด�าเนินการของนิติบุคคล
                จะต้องร่วมรับผิดกับนิติบุคคลที่เป็นผู้กระท�าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ โดยโจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าบุคคล
                เหล่านั้นซึ่งเป็นจ�าเลยได้มีการกระท�า หรืองดเว้น หรือไม่กระท�าการอันเป็นความผิดตามกฎหมายแต่อย่างใดก่อน

                         บทบัญญัติมาตราดังกล่าวจึงเป็นการสันนิษฐานความผิดของผู้ต้องหาหรือจ�าเลยในคดีอาญา โดยอาศัย
                สถานะของบุคคลเป็นเงื่อนไข มิใช่การสันนิษฐานข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบความผิดเพียงบางข้อหลังจากที่โจทก์ได้

                พิสูจน์ให้เห็นถึงการกระท�าอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดที่จ�าเลยถูกกล่าวหา และยังขัดกับหลักนิติธรรมที่ว่า
                โจทก์ในคดีอาญาต้องมีภาระการพิสูจน์ถึงการกระท�าความผิดของจ�าเลยให้ครบองค์ประกอบของความผิด นอกจากนี้
                บทบัญญัติมาตราดังกล่าวยังเป็นการน�าบุคคลเข้าสู่กระบวนการด�าเนินคดีอาญาให้ต้องตกเป็นผู้ต้องหาหรือจ�าเลย

                ซึ่งท�าให้บุคคลดังกล่าวอาจถูกจ�ากัดสิทธิและเสรีภาพ เช่น การถูกจับกุม หรือถูกคุมขัง โดยไม่มีพยานหลักฐานตาม
                สมควรในเบื้องต้นว่าบุคคลนั้นได้กระท�าการหรือมีเจตนาประการใดอันเกี่ยวกับความผิดตามที่ถูกกล่าวหา พระราช

                บัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๗๒/๕ ในส่วนที่สันนิษฐานความผิดอาญาของผู้ต้องหาหรือจ�าเลยโดยไม่ปรากฏว่า
                ผู้ต้องหาหรือจ�าเลยได้กระท�าการหรือมีเจตนาประการใดอันเกี่ยวกับการกระท�าความผิดนั้น จึงขัดต่อหลักนิติธรรม
                และขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ วรรคสอง

                         ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๗๒/๕ เฉพาะในส่วนที่สันนิษฐานให้
                กรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการด�าเนินการของนิติบุคคลนั้น ต้องรับ
                โทษตามที่บัญญัติไว้ส�าหรับความผิดนั้นๆ ด้วย โดยไม่ปรากฏว่ามีการกระท�าหรือมีเจตนาประการใดอันเกี่ยวกับการ

                กระท�าความผิดของนิติบุคคลนั้น เป็นบทบัญญัติที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๙ วรรคสอง เป็นอันใช้บังคับไม่ได้
                ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖ ซึ่งเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว จึงไม่จ�าต้องวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือ
                แย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตราอื่น ๆ หรือไม่ อีกต่อไป








                      ๑๙) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๓๑/๒๕๕๕


                         ประเด็นเกี่ยวกับหลักความเท่าเทียมกันและการเลือกปฏิบัติที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคดีนี้ คือ พระราช

                บัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๕ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ (๑) (๒) (๗) มาตรา ๑๔ มาตรา
                ๑๗ และมาตรา ๘๕ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔ และมาตรา ๓๐ หรือไม่ และพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์
                มหาวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๕๑ ทั้งฉบับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๔

                มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๔๓ มาตรา ๖๒ มาตรา ๗๘ มาตรา ๘๗ มาตรา ๑๔๒ ถึงมาตรา ๑๕๓ และมาตรา
                ๑๘๗ หรือไม่





                                                               175
   171   172   173   174   175   176   177   178   179   180   181