Page 175 - รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง กฎหมายว่าด้วยความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ
P. 175
ส�ำนักงำนคณะกรรมกำรสิทธิมนุษยชนแห่งชำติ
และการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๕ อีกทั้งพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๗ ได้บัญญัติความเป็น
อิสระในการพิจารณา ด�าเนินคดีอาญาระหว่างอัยการสูงสุดกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไว้ในกรณีที่ข้อกล่าวหาใดที่
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่าเป็นความผิดทางอาญา ให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นส�านวนการ
สอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งหากอัยการสูงสุดเห็นว่ารายงาน เอกสารและความเห็น
ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะด�าเนินคดีได้ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดตั้งคณะ
ท�างานขึ้นเพื่อด�าเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้สมบูรณ์แล้วส่งให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดีต่อไป
ด้วยเหตุนี้การด�าเนินการทางวินัยกับข้าราชการอัยการตามมาตรา ๙๒ วรรคสอง หากบัญญัติให้ถือว่า
รายงาน เอกสารและความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นส�านวนการสอบสวนทางวินัยของข้าราชการอัยการ
ย่อมอาจท�าให้การใช้ดุลพินิจของพนักงานอัยการในการสั่งคดีอาญาดังกล่าวขาดความเป็นอิสระ โดยเฉพาะการ
พิจารณาข้อกล่าวหาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีความผิดทางอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า
ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๗ และอาจท�าให้การตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่าง
พนักงานอัยการและคณะกรรมการ ป.ป.ช. สูญเสียไปด้วย ดังนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ
ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙๒ วรรคสอง จึงเป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์เพื่อให้การ
ด�าเนินการทางวินัยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานบุคคลของข้าราชการตุลาการศาลยุติธรรม ข้าราชการ
ตุลาการศาลปกครอง และข้าราชการอัยการมีความเป็นอิสระตามลักษณะของภารกิจดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ซึ่งไม่มีลักษณะขัดต่อหลักความเสมอภาคหรือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ตามรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐ แต่อย่างใด
๑๘) ค�าวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑๙-๒๐/๒๕๕๖
ประเด็นเกี่ยวกับหลักความเท่าเทียมกันและการเลือกปฏิบัติที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคดีนี้ คือ พระราช
บัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๗๒/๕ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา
๓๙ วรรคสอง มาตรา ๔๐ (๕) และมาตรา ๓๐ หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๗๒/๕ เป็นข้อสันนิษฐานตาม
กฎหมายที่มีผลเป็นการสันนิษฐานความผิดทางอาญาของจ�าเลย โดยโจทก์ไม่จ�าต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงการกระท�าหรือ
เจตนาอย่างใดอย่างหนึ่งของจ�าเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบ
ในการด�าเนินการของนิติบุคคลนั้น ว่ามีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับการกระท�าความผิดของนิติบุคคลแต่อย่างใดก่อน เป็น
การน�าการกระท�าความผิดของบุคคลอื่นมาเป็นเงื่อนไขของการสันนิษฐานให้จ�าเลยมีความผิดและต้องรับโทษทาง
อาญา โจทก์คงพิสูจน์เพียงว่านิติบุคคลกระท�าความผิดตามพระราชบัญญัตินี้และจ�าเลยเป็นกรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วน
ผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการด�าเนินการของนิติบุคคลดังกล่าวเท่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับการกระท�า
ของกรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการด�าเนินการของนิติบุคคลที่กระท�า
ความผิดแต่อย่างใด กรณีจึงเป็นการสันนิษฐานไว้แต่แรกแล้วว่ากรรมการผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการ ผู้แทนนิติบุคคล
174

