Page 30 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 30

18 | P a ge


               (World Conference on Human Rights) และผลที่ไดจากการประชุมคือ ปฏิญญากรุงเวียนนาและโครงการ

               ปฏิบัติการ (Vienna Declaration and Programme of Action) รวมถึงการยอมรับหลักการในปฏิญญาวา
               ดวยสิทธิมนุษยชนวาเปนตราสารที่สําคัญอันกอปรไปดวยหลักสิทธิมนุษยชนที่สําคัญ  ซึ่งในปฏิญญากรุง

               เวียนนาและโครงการปฏิบัติการ ไดระบุเกี่ยวกับลักษณะของสิทธิมนุษยชนวา  “สิทธิมนุษยชนทั้งปวงมีความ

               เปนสากล ไมอาจแบงแยกได และมีความเชื่อมโยงและสัมพันธกัน สังคมระหวางประเทศจะตองใหความ
               คุมครองสิทธิมนุษยชนอยางทั่วโลกดวยความเปนธรรมและเทาเทียมถวนทั่วทุกคนและเสมอกัน (All human

               rights  are  universal,  indivisible  and  interdependent  and  interrelated.  The  international
               community  must  treat  human  rights  globally  in  a  fair  and  equal  manner,  on  the  same

               footing, and with the same emphasis) ดังนั้น จึงอาจสรุปลักษณะเฉพาะของสิทธิมนุษยชนได เปน

               ลักษณะที่สําคัญดังนี้


                       2.1) มีความเปนสากล (Universal) บุคคลทุกคนไดรับการคุมครองสิทธิมนุษยชนภายใตกฎหมาย

               อยางเทาเทียมกันไมวาบุคคลนั้นจะเปนสมาชิกของกลุมทางการเมือง เชื้อชาติ สังคม หรือวัฒนธรรมใด การ
               เลือกประติบัติตอบุคคลในการคุมครองสิทธิมนุษยชนเปนสิ่งที่ยอมรับไมได ไมวารัฐนั้นจะมีระบบการเมืองการ

               ปกครองหรือระบบเศรษฐกิจแบบใดประชาชนก็พึงมีสิทธิมนุษยชนอยางเทาเทียมกันภายใตระบบกฎหมายของ

               ประเทศนั้นๆ กฎหมายภายในไมควรยกเวนหรือทําลายความเปนสากลของสิทธิมนุษยชนใหดอยลง พันธกรณี
               ของกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหวางประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนควรไดรับการบังคับใชโดยระบบกฎหมาย

               ภายใน รวมทั้งมีมาตรการมารองรับเพื่อบูรณาการสิทธิมนุษยชนดวย


                       อยางไรก็ดี ลักษณะความเปนสากลของสิทธิมนุษยชนก็ยังมีขอถกเถียงวา สิทธิมนุษยชนจําเปนตองมี

               ความเปนสากลหรือไม หรือคําวาสากลควรจะมีขอยกเวนบางพื้นที่ หากพิจารณาดานสังคมหรือวัฒนธรรมที่
               แตกตางกันของแตละภูมิภาค โดยเฉพาะอยางยิ่ง การเลือกปฏิบัติดานสีผิวที่เกิดปญหาเฉพาะในชาติยุโรปหรือ

               ชาติอื่นๆ ที่ปรากฏการเลือกปฏิบัติดานสีผิว ทําใหโอกาสของแตละคนไมเทาเทียมกันดวยเหตุของสีผิว แตจะ

               ไมพบวาการเลือกปฏิบัติดานสีผิวจะพบในภูมิภาคเอเชียมากนัก จึงมีผูตั้งคําถามวาลักษณะของสิทธิมนุษยชน
                                            7
               จําเปนตองมีความเปนสากลหรือไม  หรือควรระบุลักษณะสิทธิมนุษยชนใหใชเพียงคําวา ระหวางประเทศหรือ
               นานาชาติ (International) ซึ่งมีความหมายไมเครงครัดกวาคําวา สากล (Universal) แตก็ตองมีความเปน
                                                                 8
               ศีลธรรมระหวางประเทศ (International Moral) อยูดวย  ตามหลักเกณฑของสํานักกฎหมายธรรมชาติ
               อยางไรก็ดี ตราสารระหวางประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นใหมๆ เชน ปฏิญญากรุงเวียนนา 1993  ก็

               ยังคงไมนําลักษณะความเปนสากลของสิทธิมนุษยชนออกไปจากตราสาร ยิ่งไปกวานั้น ตามปฏิญญานี้ยัง



                       7  Howard Davis, Beginning Human Rights Law, (New York: Routledge, 2014): 13

                       8  Michael Freeman, The Philosophical Foundations of Human Rights, Human Rights Quarterly,
               Vol. 16, No. 3 (Aug., 1994), p 502.
   25   26   27   28   29   30   31   32   33   34   35