Page 28 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 28

16 | P a ge


               บัญญัติ จึงไมใชสิทธิมนุษยชนในมุมมองของนักกฎหมายฝายบานเมือง หากจะนําศีลธรรมมาคุมครองเปนสิทธิ

               มนุษยชนในทัศนะของสํานักกฎหมายฝายบานเมืองจะตองรางออกมาเปนกฎหมายลายลักษณอักษร


                       อยางไรก็ดี ประเทศที่เปนตนแบบของสํานักกฎหมายฝายบานเมืองก็คือ สหราชอาณาจักรอังกฤษ ซึ่ง

               ใชระบบกฎหมายแบบจารีตประเพณี (Common Law) อันถือวาคําพิพากษาของศาลเปนกฎหมาย (Judge
               Made Law) และคําพิพากษาของศาลระบบกฎหมายจารีตประเพณีนี้เองจะเปนสิ่งที่ผอนคลายความเครงครัด

               ของสํานักกฎหมายฝายบานเมืองที่มุงเนนแตลายลักษณอักษร หรือคําสั่งของรัฐาธิปตยจนทําใหสิทธิตาม
               ธรรมชาติ (Natural Rights) ซึ่งไมอาจจะระบุเปนลายลักษณอักษรไดชัดเจนใชบังคับไดยาก  ดังนั้น หลายคดีที่

               เกี่ยวของกับสิทธิมนุษยชน ศาลอังกฤษจะพยายามสรางหลักกฎหมายเพื่อคุมครองสิทธิมนุษยชนที่ถือวาเกิด

               ขึ้นมาพรอมกับธรรมชาติอันเปนหลักการดั้งเดิมของสํานักกฎหมายฝายธรรมชาติ


                              1.4) สํานักมารกซิส


                              แทจริงแลวทฤษฎีของมารกซิส มีความคลายกับสํานักกฎหมายธรรมชาติ ที่เชื่อเรื่อง

               ธรรมชาติของความเปนมนุษย (Nature of Human Beings) แตมีความแตกตางกันที่ มารกซิส เห็นวา ชาย

               และหญิงมิไดมีสิทธิโดยอัตโนมัติทันที จะตองไดรับการพัฒนาสิทธิจากพระผูเปนเจาหรือจากธรรมชาติไป
               เรื่อยๆ โดยชายและหญิงจะอยูในฐานะที่เปนเผาพันธุมนุษย (Specie Being) และสิทธิมนุษยชนไมใชสิ่งที่เปน

                                                           6
               ธรรมชาติไปเสียทั้งหมดและอาจโอนสิทธินี้ใหแกกันได


                              การนิยามคําวา สิทธิมนุษยชนของสํานักมารกซิสจะใหมนุษยในฐานะเปนสัตวเผาพันธุหนึ่งที่
               มีพัฒนาการขึ้นไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติของความเปนมนุษยมาเปนหลักเกณฑในการคิดคุมครอง ดังนั้น การ

               คุมครองสิทธิมนุษยชนของสํานักมารกซิสนี้จึงมุงคุมครองมนุษยในฐานะที่เปนเผาพันธุมนุษยโดยอาจตอง
               พิจารณาตามพัฒนาการของมนุษยไปเรื่อยๆ มนุษยในวัยตางๆ จะไดรับการคุมครองที่แตกตางกันตามลําดับ

               และความสําคัญของการเจริญเติบโตเชิงพันธุกรรม


                              อยางไรก็ดี ในเวทีระหวางประเทศทฤษฎีมารกซิสไมอาจเขากันไดกับนานาชาติ เนื่องจากใน

               สายตาของนานาชาติตางไมยอมรับสังคมคอมมิวนิสต จึงทําใหแนวคิดในการคุมครองสิทธิมนุษยชนแบบ

               เผาพันธุมนุษย (Species Being)  ไมอาจมีอิทธิพลในโลกประชาธิปไตยในปจจุบันที่เปนสังคมสวนใหญในโลก
               และจํากัดอยูเพียงประเทศที่ใชลัทธิคอมมิวนิสตในการปกครองเทานั้น








                       6  Jerome J. Shestack, The Philosophic Foundations of Human Rights, Human Rights Quarterly
               20.2 (1998): 210.
   23   24   25   26   27   28   29   30   31   32   33