Page 27 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 27

P a ge  | 15


               ชัดเจนเทานั้น ไมใชสิ่งที่ไมมีขอบเขตและใชบังคับยากดังแนวความคิดของสํานักกฎหมายฝายธรรมชาติที่ไมมี

               ขอบเขตที่ชัดเจน


                              ยิ่งไปกวานั้น แมคําวาสิทธิทางศีลธรรม (Moral Rights) เองก็ยังมีผูใหความเห็นวามีความ

               แตกตางจากสิทธิทางกฎหมาย (Legal Rights) อยูบาง จึงไมอาจนําสิทธิทางศีลธรรมมาใสไวในกฎหมายได
               ทั้งหมด เนื่องจากสิทธิทางกฎหมายยังคงตองอาศัยความชอบดวยกฎหมาย (Lawful) อยูดวย แตสิทธิทาง

               ศีลธรรมเนนในทางปฏิบัติ (Conductive) ที่ชอบดวยศีลธรรมมากกวาความชอบดวยกฎหมาย เพราะสิ่งที่ชอบ
               ดวยกฎหมายแตอาจฝาฝนตอศีลธรรมก็เปนไปไดเชนกัน   ดังนั้น สิทธิมนุษยชนจึงควรเปนสิทธิขั้นพื้นฐานที่
                                                               5
               เปนสิทธิทางศีลธรรมไมใชสิทธิทางกฎหมายที่มีความหมายแคบกวาสิทธิมนุษยชน จึงยากที่จะนําสิทธิมนุษยชน

               มาบัญญัติเปนลายลักษณอักษรใหครอบคลุมไดทั้งหมด


                              1.3) สํานักกฎหมายฝายบานเมือง


                              สํานักกฎหมายฝายบานเมืองไดรับพัฒนาการมาในระยะหลังระหวางศตวรรษที่ 19- 20 โดย

               นักปรัชญาที่โดดเดนในสํานักนี้ ไดแก จอหน ออสติน และเจอเรมี เบนทัม มีแนวความคิดวา กฎหมายคือคําสั่ง

               ของรัฐาธิปตย หรือคําสั่งของผูมีอํานาจปกครองสูงสุด โดยไมสนใจวากฎหมายจะฝาฝนตอธรรมชาติหรือไม แต
               หากเปนคําสั่งของรัฐาธิปตยแลวยอมตองถือวาคําสั่งนั้นคือกฎหมายที่ใชบังคับได



                              มุมมองของนักกฎหมายฝายบานเมืองจึงมิไดปฏิเสธการคุมครองสิทธิมนุษยชนแตอยางใด
               เพียงแตสิทธิมนุษยชนที่สํานักกฎหมายฝายบานเมืองจะรับรองหรือคุมครองไดก็ตอเมื่อรัฐาธิปตยเปนผูออก

               คําสั่งใหตองคุมครองสิทธิดังกลาวเทานั้น สิทธิมนุษยชนในทัศนะของสํานักกฎหมายฝายบานเมืองจึงหมายถึง
               อํานาจที่กฎหมายรับรองคุมครองใหเทานั้น หากไมมีกฎหมายบัญญัติรับรอง รัฐยอมไมมีหนาที่ใหความ

               คุมครองยกเวนเสียแตวา สิทธิดังกลาวไดรับการวินิจฉัยโดยศาลเปนผูสรางกฎหมายขึ้น (Judge Made Law)



                              แนวคิดของสํานักกฎหมายฝายบานเมืองจึงทําใหเกิดกฎหมายระหวางประเทศ ที่เปนลาย
               ลักษณอักษรที่เกี่ยวของกับสิทธิมนุษยชนออกมามากมาย เชน  สนธิสัญญาตางๆ ที่เกี่ยวของกับสิทธิมนุษยชน

               ขององคการสหประชาชาติ รวมถึงกฎเกณฑตางๆ ที่เปนลายลักษณอักษรดานสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นมาใน
               ระยะหลังๆ โดยจะไมยอมรับสิทธิมนุษยชนที่ไมใชคําสั่งของรัฐาธิปตย หรือไมเปนลายลักษณอักษร



                              ดังนั้น หากมีการนําแนวคิดของสํานักกฎหมายฝายบานเมืองมานิยามคําวาสิทธิมนุษยชน จะ
               ทําใหกรอบนิยามของสิทธิมนุษยชนมีความแคบเหลือเพียงสิทธิมนุษยชนที่มีลักษณะเปนกฎหมาย (Hard Law)

               แลวเทานั้น ไมรวมถึงสิทธิมนุษยชนที่เปนสิทธิที่ไมอาจรางกรอบใหชัดเจนได ศีลธรรมที่แตกตางจากกฎหมาย






                       5  Maurice Cranston, What Are Human Rights? (London: The Bodley Head, 1973), 19.
   22   23   24   25   26   27   28   29   30   31   32