Page 298 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 298

248 | P a g e




                        หากพิจารณาคดีของศาลปกครองที่เกี่ยวของกับความเสียหายแกชีวิตหรือสุขภาพของประชาชน เชน

               คดีหมายเลขแดงที่ อ. 415/2550 (คดีโคบอลท 60) เปนเรื่องเกี่ยวกับความบาดเจ็บและการเจ็บปวยที่เกิดจาก
               สารโคบอลท 60 ศาลไดตัดสินเกี่ยวคาสินไหมทดแทนตางๆ โดยอาศัยหลักเรื่องกฎหมายแพงและพาณิชยวา

               ดวยละเมิด ทําใหจําตองมีการพิสูจนความสัมพันธระหวางผลและการกระทํา ตลอดจนการพิสูจนรายละเอียด

               ตางๆ ในการคิดคํานวณหาคาสินไหมทดแทน ในขณะที่คดีที่มีลักษณะเดียวกันหรือคลายคลึงกันเชนนี้ใน

               ภูมิภาคอื่น เชน คดี Oneryaildiz v. Turkey ของภูมิภาคยุโรป ศาลสิทธิมนุษยชนแหงภูมิภาคยุโรปไดตัดสิน

               วาการอนุญาตใหเปดและประกอบกิจการที่มีความเสี่ยงตอชีวิตมนุษย เกิดกาซมีเทนที่มีสวนสําคัญทําให
               ประชาชนเสียชีวิต ถือไดวามีการละเมิดสิทธิในชีวิตซึ่งเปนสิทธิมนุษยชนประเภทหนึ่ง หรือคดี SERAC and

               Another v. Nigeria ซึ่งเปนเรื่องความเสียหายตอสุขภาพรางกายจากการปนเปอนของสารพิษ คณะกรรมการ

               สิทธิมนุษยชนแหงภูมิภาคแอฟริกาไดตัดสินวาเปนการละเมิดสิทธิในรางกายและสิทธิในสิ่งแวดลอม


                        เมื่อพิจารณาตัวอยางแนวทางคําพิพากษาและคําวินิจฉัยขององคกรทางสิทธิมนุษยชนแหงภูมิภาค

               ของภูมิภาคยุโรปและภูมิภาคแอฟริกาดังขางตนแลว จะเห็นไดวา มีการปรับเอาการกระทําอันสงผลเปนการ

               ทําลายหรือทําใหสิ่งแวดลอมเสื่อมโทรมในกรณีดังกลาวเปนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในขณะที่คดีลักษณะ
               เดียวกันนี้ในประเทศไทยกลับเปนการอางอิงการละเมิดตามหลักกฎหมายแพงและพาณิชยทั่วไป โดยไมได

               กลาวถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนประเภทตางๆไวแตอยางใด แสดงใหเห็นไดวาแนวทางของคดีปกครองที่มี

               ลักษณะเชนนี้ในประเทศไทย เนื้อหาของคดียังคงยึดโยงอยูกับหลักกฎหมายพื้นฐานในเรื่องละเมิดทาง

               กฎหมายแพงและพาณิชย มากกวาที่จะไปถึงระดับการละเมิดสิทธิมนุษยชน


                        เชนเดียวกันกับในคดีหมายเลขแดงที่ อ. 730-748/2557 ซึ่งเปนคดีเกี่ยวกับกรณีที่โรงไฟฟาแมเมาะ

               กอใหเกิดมลพิษตอชุมชน สามารถเทียบไดกับคดี Lopez Ostra v. Spain และคดี Fadeyeva v. Russia ของ
               ภูมิภาคยุโรป ซึ่งเปนคดีเกี่ยวกับมลภาวะที่เกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมเชนเดียวกัน โดยในคดี Lopez Ostra

               v. Spain และคดี Fadeyeva v. Russia ศาลสิทธิมนุษยชนแหงภูมิภาคยุโรปไดพิจารณาวาการละเลยเพิกเฉย

               ของรัฐในการปลอยใหมีการกอมลพิษดังกลาวจัดไดวาเปนการละเมิดสิทธิในการเคารพชีวิตสวนตัวและ

               ครอบครัวอันเปนสิทธิมนุษยชนประเภทหนึ่ง ในขณะที่คดีโรงไฟฟาแมเมาะของประเทศไทยไดอาศัยหลัก

               กฎหมายแพงและพาณิชยวาดวยละเมิด มาปรับใชเพื่อกําหนดคาสินไหมทดแทนใหกับผูฟองคดีซึ่งเปน
               ผูเสียหาย อยางไรก็ตาม ศาลไดกลาวไวในชวงหนึ่งวากิจการที่กอมลพิษของโรงงานไฟฟาแมเมาะนั้นเปนการ

               กระทบตอสิทธิในการดํารงชีพอยางปกติสุข ซึ่งเปนสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เห็นไดวาศาลปกครองใน

               คดีโรงไฟฟาแมเมาะไดมีการพยายามโยงเอาการกอมลพิษเขาเปนการกระทําอันละเมิดตอสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

               แตทั้งนี้ ทายที่สุดแลว หลักกฎหมายที่นํามาใชเปนหลักในการเยียวยาใหแกผูเสียหายไดแกหลักกฎหมายแพง

               และพาณิชยวาดวยละเมิด
   293   294   295   296   297   298   299   300   301   302   303