Page 302 - รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
P. 302

252 | P a g e


                         การอางสิทธิประเภทนี้ตอรัฐ มักจะเปนการอางสิทธิในเชิงปฏิเสธ (Negative Rights) ผูทรงสิทธิจะ

               เรียกรองไดเมื่อถูกกระทบสิทธิใหอาจเสียหาย หรือมีการทําใหเกิดความเสียหายตอตนเอง โดยเรียกรองใหรัฐ
               คุมครองจากการที่จะไมถูกกระทําความเสียหายจากการไดมีชีวิตอยูในสิ่งแวดลอมที่ไมทําลายสุขภาพเกินปกติ

               เชน การเรียกรองเมื่อมีการปลอยมลพิษออกมาจนทําลายสุขภาพของผูถูกกระทบสิทธิ หรือการตัดไมทําลาย

               ปาจนทําใหเกิดน้ําทวมมีผูคนลมตาย ผูถูกกระทบสิทธิยอมมีสิทธิในการเรียกรองใหรัฐคุมครองสิทธิเชนวานี้ได


                         สิทธิในเชิงปฏิเสธเชนวานี้ อาจนําสิทธิมนุษยชนที่มีอยูมาใชบังคับไดโดยอนุโลมก็อาจเปนการ
               เพียงพอได ตามที่ศาลสิทธิมนุษยชนแหงยุโรปไดมีคําพิพากษาคุมครองสิทธิในชีวิต สิทธิในทรัพยสิน สิทธิใน

               ชีวิตสวนตัวและครอบครัว เปนตน โดยการละเมิดสิทธิเชนวานี้จะอาศัยมาตรฐานขั้นต่ําที่รัฐควรจะตองกระทํา

               โดยอาศัยฐานที่วาเมื่อเปรียบเทียบประโยชนระหวางสิทธิสวนตนกับกับผลประโยชนของสังคมโดยสวนแลว
               การคุมครองสิทธิมนุษยชนจะตองอยูในระดับที่สมดุลกัน จะเห็นไดวา แมจะมีอนุสัญญา Aarhus ที่กําหนดใหมี

               สิทธิในการมีชีวิตอยูในสิ่งแวดลอมที่ไมทําลายสุขภาพ แตศาลสิทธิมนุษยชนแหงยุโรปยังคงใชสิทธิมนุษยชน
               ขางเคียงในการคุมครองสิ่งแวดลอมอยูในปจจุบัน อยางไรก็ดี ยังคงมีบางคดีที่ศาลไดวางหลักไววาการคุมครอง

               สิทธิมนุษยชนอาจตองคุมครองในเชิงบวกดวย แตก็เปนการวินิจฉัยโดยการปรับใชสิทธิขางเคียงที่มิใชสิทธิใน

               สิ่งแวดลอม


                     2) สิทธิในสิ่งแวดลอมที่เหมาะสมตอประชาชน


                         สิทธิในสิ่งแวดลอมที่เหมาะสมตอประชาชน ตามแนวทางนี้ ถือเปนสิทธิในเชิงบวก (Positive

               Rights) โดยที่รัฐจะตองจัดใหมีสิ่งแวดลอมที่สะอาดปราศจากมลพิษตามมาตรฐานที่สูงที่สุดเทาที่รัฐจะสามารถ
               ทําได โดยที่ประชาชนไมจําเปนตองไดรับความเสียหายจากการถูกกระทบสิทธิ เพียงแตรัฐไมจัดใหมี

               สิ่งแวดลอมที่สะอาดตามมาตรฐานสูงที่สุดก็ถือวาประชาชนถูกกระทบสิทธิ และประชาชนมีสิทธิเรียกใหรัฐ
               คุมครองสิทธิในสิ่งแวดลอมนี้ได ดังนั้น สิทธิในสิ่งแวดลอมที่สะอาดตามแนวทางนี้จึงเปนสิทธิเชิงกลุมหรือสิทธิ

               รวมกันของประชาชน (Collective Rights) มีขอสังเกตวา สิทธิประเภทนี้มักโยงเขาไปพิจารณารวมกันกับสิทธิ
               ในการพัฒนาซึ่งเปนสิทธิเชิงกลุมเชนเดียวกัน โดยถือวา การคุมครองสิทธิในสิ่งแวดลอมที่สะอาดจะนําไปสูการ

               เคารพ และคุมครองสิทธิในการพัฒนาไดเปนอยางดี ซึ่งเหมาะสมกับประเทศพัฒนานอยจนถึงประเทศกําลัง

               พัฒนาที่ประสงคคุมครองสิทธิในการพัฒนาใหไดรับการเคารพมากยิ่งขึ้น


                         3) การคุมครองสิ่งแวดลอมเพื่อการเติมเต็มสิทธิมนุษยชน (Human Rights and the
               Environmental Protection)



                           แทจริงแลวเปาหมายของสิ่งแวดลอมก็คือการคุมครองสิ่งแวดลอมใหดีที่สุดเพื่อการพัฒนาอยาง
               ยั่งยืน ดังนั้น การคุมครองสิ่งแวดลอมเพื่อการเติมเต็มสิทธิมนุษยชนถือเปนวิธีการที่สามารถดําเนินการไปได

               ทันทีโดยไมจําเปนตองนําสิทธิในสิ่งแวดลอมไปคุมครองในฐานะสิทธิมนุษยชนแตอยางใด ทั้งนี้ ไมวาประเทศ
               ตางๆ จะยอมรับวาสิทธิในสิ่งแวดลอมเปนสิทธิมนุษยชนหรือไมก็ตาม สอดคลองกับแนวทางขององคการ
   297   298   299   300   301   302   303   304   305   306   307