Page 190 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 190
5.3 การพิจารณาออกกฎกระทรวง หรือ พระราชกฤษฎีกา
ในการพิจารณาออกกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกา มีการตรวจสอบ ๒ ประการ คือ
(๑) ด้านการจัดทำาแผนที่แนวเขต
(๒) ด้านกฎหมาย ซึ่งเป็นการกำาหนดตามรูปแบบและแบบฟอร์มของการออก กฎกระทรวงหรือ
พระราชกฤษฎีกา
กฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกา กำาหนดให้มีแผนที่แนบท้ายอันถือเป็นส่วนหนึ่งของ
กฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกาและเป็นกฎหมาย โดยต้องเสนอกฎหมายไปให้สำานักงานคณะกรรมการ
กฤษฎีกาพิจารณาตรวจสอบนั้น วิเคราะห์ว่า การจะให้มีความถูกต้องทั้งในเรื่องของรูปแบบของกฎหมาย
และความถูกต้องของแนวเขตพื้นที่นั้น สำานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย
แต่ไม่มีความรู้ในด้านแผนที่ ดังนั้น จึงเป็นการดำาเนินงานในสิ่งที่ตนเองไม่ได้มีความรู้หรือมีความถนัด
ทำาให้เกิดความผิดพลาดด้านแผนที่แนบท้าย แม้จะแก้ไขโดยวิธีให้หน่วยงานที่ทำาหรือรับผิดชอบในการ
ดำาเนินงานกำาหนดกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีการับรองก็ปรากฏว่า หน่วยงานที่มีแนวเขตติดต่อกัน
กับหน่วยงานที่ออกกฎกระทรวงหรือพระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมาย มักจะไม่รับรองและเสนอข้อขัดแย้ง
กันเสมอไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำาให้เกิดความล่าช้า เช่น การมีพระราชกฤษฎีกากำาหนดเขตที่ดินให้เป็น
เขตปฏิรูปที่ดิน ใช้ระยะเวลา ๔๐๕ วัน หรือมากกว่าแล้วแต่กรณีพื้นที่ การมีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้
พื้นที่เป็นอุทยานแห่งชาติ ระยะเวลาดำาเนินการประมาณ ๓ - ๕ ปี การมีกฎกระทรวงกำาหนดป่าสงวน
แห่งชาติ ระยะเวลาดำาเนินการประมาณ ๒ - ๕ ปี เป็นต้น จะเห็นได้ว่าใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ซึ่งอาจจะมี
การเปลี่ยนแปลงรายละเอียดที่ไม่ปรากฏในแผนที่แนบท้ายได้ตลอดเวลา เช่น การเปลี่ยนแปลงเขตตำาบล
หรืออำาเภอ หรือเขตพื้นที่สาธารณประโยชน์ ทำาให้เกิดข้อผิดพลาดในการกำาหนดแนวเขตและประกาศ
ออกมาเป็นกฎหมาย ทั้งยังพบว่า ไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริงในพื้นที่ตามที่กำาหนดในรูปแผนที่ ซึ่งจากการ
ศึกษาพบได้จากพื้นที่กรณีศึกษา คือ กรณีปัญหาการเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติถำ้าผาไททับ
ที่ดินทำากิน ที่อยู่อาศัยและป่าชุมชน พื้นที่ตำาบลบ้านดง อำาเภอแม่เมาะ จังหวัดลำาปาง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า
รัฐบาลและหน่วยงานรัฐได้ดำาเนินการตรวจสอบแนวเขต สำารวจพื้นที่ และตรวจสอบการทับซ้อนแนวเขตกับ
หน่วยงานอื่นอย่างละเอียดรอบคอบและชัดเจน ทำาให้กระบวนการเตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติ
ถำ้าผาไทใช้ระยะเวลายาวนาน นับแต่ตั้งปี พ.ศ.๒๕๓๒ จนถึงปัจจุบันก็ยังมิได้ดำาเนินการประกาศเขต
แต่อย่างใด และยังพบได้จากกรณีปัญหาการประกาศเขตอุทยานทับซ้อนกับแนวเขตพระราชกฤษฎีกา
เพิกถอนแนวเขตพื้นที่หวงห้ามที่ทหาร พ.ศ.๒๔๘๑ พื้นที่ตำาบลนาสวนและด่านแม่แฉลบ อำาเภอศรีสวัสดิ์
จังหวัดกาญจนบุรี โดยปัญหาการทับซ้อนแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์กับแนวเขตพื้นที่
ที่เพิกถอนการหวงห้ามที่ราชพัสดุที่ได้หวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ในราชการทหาร ซึ่งเป็นพื้นที่จัดสรรให้กับ
ประชาชนที่ถูกอพยพจากพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ สามารถวิเคราะห์ได้ว่า มีการกำาหนดแนวเขต
อุทยานแห่งชาติคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริงและมีการกำาหนดจุดพิกัดพื้นที่ผิดพลาด สำาหรับอีกพื้นที่
กรณีศึกษาอีกพื้นที่หนึ่ง คือ กรณีปัญหาชาวบ้านถูกกล่าวหาว่าบุกรุกพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
พื้นที่อำาเภอวังนำ้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา โดยมีปัญหาข้อขัดแย้งแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
ทับซ้อนแนวเขตปฏิรูปที่ดิน เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ จากปัญหาแนวเขต
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ 189

