Page 188 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 188

ราชการในเชิงรุก คือ เป็นหน้าที่ที่จะให้ประชาชนได้ทราบข้อมูล โดยหน่วยงานจะต้องเป็นผู้เผยแพร่
                 ข้อมูลให้ประชาชนทราบแทนที่ประชาชนจะเป็นผู้ขอ เพราะประชาชนย่อมไม่ทราบความเคลื่อนไหว

                 ของหน่วยงานหากไม่มีการประชาสัมพันธ์ อีกประการหนึ่ง คือ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ
                 พ.ศ.๒๕๔๐ เน้นในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างซึ่งเป็นเรื่องของการให้ความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า

                 แต่เจตนาของพระราชบัญญัตินี้ ที่แท้จริงควรจะเป็นเรื่องของการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อจะได้เข้าไป
                 มีส่วนร่วมในการดำาเนินการของภาครัฐในแง่มุมต่างๆ ได้มากกว่า

                         เช่นเดียวกันในกรณีการกระจายอำานาจ ตามพระราชบัญญัติกำาหนดแผนและขั้นตอน การกระจาย

                 อำานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๒ เป็นการกระจายอำานาจจากส่วนกลางให้แก่
                 ท้องถิ่น หรือประชาชนในการดำาเนินงานในเรื่องที่เกี่ยวข้อง คือ หน้าที่ การตัดสินใจ การบริหารทรัพยากร

                 ความรับผิดชอบ และความพร้อม เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนโดยตรงตามกฎหมาย
                 การกระจายอำานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ในความจริงต้องเป็นการกระจายอำานาจให้ประชาชน

                 หรือชุมชนโดยตรง กล่าวคือ เป้าหมายสูงสุดคือประชาชน เพื่อความเป็นอยู่โดยตรงของประชาชน

                         จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันการมีส่วนร่วม การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และการกระจายอำานาจ ต่างมีการ
                 ดำาเนินงานที่แยกออกจากกัน โดยข้อมูลข่าวสารมีสำานักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ

                 สังกัดสำานักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ การกระจายอำานาจมีสำานักงานคณะกรรมการกระจายอำานาจ
                 ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สังกัดสำานักนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน สำาหรับการมีส่วนร่วมของ

                 ประชาชน อยู่ภายใต้การดูแลของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นหลัก
                 แยกกันดำาเนินการ ไม่เป็นเอกภาพที่จะให้เกิดการบูรณาการ ทำาให้ไม่ประสบผลสำาเร็จตามที่กฎหมายกำาหนด
                 ส่งผลถึงการให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร




                   5.2    การทับซ้อนของแนวเขตที่ดินของรัฐกระทบสิทธิในที่ดินของประชาชน


                         จากการศึกษาข้อเท็จจริงในพื้นที่กรณีศึกษาทั้ง ๗ กรณี ได้แก่ กรณีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ
                 และอุทยานแห่งชาติทับที่ดินทำากินราษฎร พื้นที่ตำาบลยางหัก อำาเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี กรณี

                 อุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ประกาศเขตอุทยานทับที่ทำากิน พื้นที่อำาเภอเวียงสระ อำาเภอนาสาร และอำาเภอ
                 กาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรณีประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยทับซ้อนเอกสารสิทธิที่ดิน

                 ราษฎร พื้นที่ตำาบลพนางตุง อำาเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง กรณีปัญหาชาวบ้านถูกกล่าวหาว่า บุกรุกพื้นที่
                 เขตอุทยานแห่งชาติ พื้นที่อำาเภอวังนำ้าเขียว จังหวัดนครราชสีมา กรณีปัญหาการประกาศเขตอุทยาน

                 แห่งชาติ ทับซ้อนกับแนวเขตพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนแนวเขตพื้นที่หวงห้ามที่ทหาร พื้นที่ตำาบลนาสวน
                 และด่านแม่แฉลบ อำาเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี กรณีปัญหาที่ดินมีหนังสือสำาคัญสำาหรับที่หลวงทับ

                 ที่ตั้งชุมชนและที่ดินทำากิน พื้นที่ตำาบลหนองหาร อำาเภอเมือง จังหวัดสกลนคร และกรณีปัญหาการ
                 เตรียมการประกาศอุทยานแห่งชาติถำ้าผาไททับที่ดินทำากิน ที่อยู่อาศัยและป่าชุมชน พื้นที่ตำาบลบ้านดง
                 อำาเภอแม่เมาะ จังหวัดลำาปาง


                         คณะผู้ศึกษาวิจัยพบว่า การกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐและมีการทับซ้อนกันระหว่างหน่วยงาน
                 ภายในด้วยกัน เช่น กรมป่าไม้กำาหนดพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติซึ่งเดิมเป็น




                                                                การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ  187
   183   184   185   186   187   188   189   190   191   192   193