Page 194 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 194
ประชาชนจะต้องดำาเนินการตามรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๖๗ วรรคสอง ซึ่งบัญญัติไว้ทันทีตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญ
มีผลใช้บังคับ โดยไม่ต้องมีการตรากฎหมายมารองรับสิทธิแต่ประการใด และมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
เมื่อศาลปกครองสูงสุดได้มีคำาสั่งที่ ๕๙๒/๒๕๕๒ (คดีมาบตาพุด) สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดสั่งระงับ
โครงการหรือกิจกรรม รวม ๖๕ โครงการไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำาพิพากษาหรือคำาสั่ง
เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นด้วยเหตุที่การดำาเนินโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าว ยังไม่มีการดำาเนินการตาม
รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๖๗ วรรคสองให้ครบถ้วนก่อน คำาวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและคำาสั่งศาลปกครอง
สูงสุดดังกล่าวส่งผลทำาให้ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชนผู้ประกอบการ เริ่มมีความตื่นตัวและ
ให้ความสำาคัญกับสิทธิชุมชนและรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๖๗ มากขึ้น
หากการดำาเนินการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ กำาหนดให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามี
ส่วนร่วมในการดำาเนินงานตั้งแต่ต้นจนจบ จะเป็นการสร้างการยอมรับของประชาชนไม่มีการโต้แย้งกันอีก
สามารถคงรักษาแนวเขตพื้นที่ที่กำาหนดไว้อย่างยั่งยืน มิให้เสื่อมสภาพได้ตลอดไป ทำาให้เกิดความโปร่งใส
ในการทำางาน ทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุทั้งหมด ดังเห็นได้จาก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร
ไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ บทบัญญัติในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ ๑๒ สิทธิชุมชน
นอกจากจะได้มีการขยายสิทธิชุมชนแล้ว ยังมีเจตนารมณ์ที่จะทำาให้การใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชน
มีประสิทธิภาพและมีมาตรการคุ้มครองที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการตัดถ้อยคำาว่า “ทั้งนี้ ตามที่กฎหมาย
บัญญัติ” ออกจากบทบัญญัติที่เกี่ยวกับสิทธิและเสรีภาพในหลายมาตรา อันส่งผลทำาให้สิทธิและเสรีภาพ
ของประชาชนได้เกิดขึ้นทันทีตามรัฐธรรมนูญ
จากการศึกษาในพื้นที่ ๗ กรณีศึกษาที่กล่าวมาพบได้ว่า รัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการกำาหนด
แนวเขตพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ ได้ดำาเนินการอย่างเร่งรัดและเร่งรีบ เพื่อให้มีการประกาศเป็นกฎหมาย
ออกมาก่อนแล้วจึงจะแก้ไขปัญหาตามที่มีการเรียกร้องหรือกระทบสิทธิในที่ดินของประชาชนใน
ภายหลัง รวมไปถึงการมิได้ตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียดอย่างรอบด้าน และรับฟังความเห็นของประชาชน
ในพื้นที่นั้น จึงสรุปได้ว่าต้นเหตุของปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐที่มีความขัดแย้งและกระทบสิทธิในที่ดิน
ของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำาประโยชน์ในที่ดินนั้น เกิดมาจากต้นเหตุ คือ การที่ไม่ได้ให้ประชาชน
เข้ามามีส่วนร่วมในการดำาเนินงานนั่นเอง หากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำาเนินงานแล้ว
จะเป็นการสร้างการยอมรับของประชาชนไม่มีการโต้แย้งกันอีก สามารถคงรักษาแนวเขตพื้นที่ที่กำาหนด
ไว้อย่างยั่งยืน มิให้เสื่อมสภาพได้ตลอดไป ทำาให้เกิดความโปร่งใสในการทำางาน ทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหา
ที่ต้นเหตุทั้งหมด
จึงจะเห็นได้ว่าผลจากการกำาหนดแนวเขตพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ โดยที่มิได้ให้ประชาชนหรือ
ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำาเนินงาน ทำาให้เกิดปัญหากระทบสิทธิของประชาชน
ในด้านที่ดินทำากินและที่อยู่อาศัย มีข้อพิพาท คือ
๑. ในการดำาเนินงานกำาหนดแนวเขตพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ ประชาชนไม่ทราบข้อมูลและ
ข้อเท็จจริงของหน่วยงานของรัฐที่กำาหนดโครงการ ทั้งไม่ได้แจ้งให้ประชาชนและผู้กำาหนดเป็นกฎหมาย
ทราบถึงข้อมูลในพื้นที่นั้นอย่างครบถ้วน เกิดการขัดแย้ง เมื่อมีการกำาหนดแนวเขตพื้นที่สงวนหวงห้าม
ของรัฐแล้ว ทำาให้ไปทับซ้อนกับที่ดินทำากินและอยู่อาศัยของประชาชนที่อยู่อาศัยใช้ประโยชน์มาแต่เดิม
ทำาให้มีข้อโต้แย้งเรียกร้องสิทธิ ไม่ยอมรับแนวเขตที่ดินที่รัฐกำาหนดนั้น
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ 193

