Page 183 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 183

จากที่กล่าวมาในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของประเทศไทย ให้เป็นพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ
               ที่สำาคัญ ได้แก่ ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยมีหนังสือสำาคัญสำาหรับที่หลวง หรือการกำาหนดพื้นที่

               อนุรักษ์ เช่น กำาหนดพื้นที่ให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือเขตอุทยาน
               แห่งชาติ มีการกำาหนดกระบวนงาน และขั้นตอนการปฏิบัติงานออกมาอย่างรัดกุมครบถ้วนแล้วก็ตาม

               หรือแม้แต่การกำาหนดเขตปฏิรูปที่ดินที่เป็นการให้สิทธิกับประชาชน ก็ล้วนแต่มีปัญหากระทบกับสิทธิใน
               ที่ดินของประชาชนทั้งสิ้น ซึ่งสรุปประเด็นปัญหาได้ ๓ ประการ คือ ประการที่ ๑ แนวเขตที่กำาหนดมีการ

               ทับซ้อนกันระหว่างพื้นที่ของหน่วยงานต่างๆ ประการที่ ๒ แนวเขตที่กำาหนดมีความผิดพลาด ไม่เป็นไป
               ตามข้อเท็จจริง ซึ่งในสภาพปัญหานี้สามารถจำาแนกได้เป็น ๓ ปัญหาย่อย คือ การไม่ยอมรับของประชาชน
               ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการกำาหนดแนวเขตของหน่วยงานของรัฐที่ใช้บังคับเป็นกฎหมาย การไม่เป็นไปตาม

               ข้อเท็จจริง และแนวเขตที่กำาหนดล้าสมัย และประการที่ ๓ ความล่าช้าในการกำาหนดแนวเขตพื้นที่สงวน
               หวงห้ามของรัฐ

                     จากการได้ปฏิบัติงานศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ การรับฟัง

               ความคิดเห็นและได้ทราบข้อเท็จจริงของประชาชนผู้เดือดร้อนในพื้นที่กรณีศึกษา ทั้งผลสรุปจาก

               แบบสอบถาม ทำาให้พบถึงปัญหาในการดำาเนินงานกำาหนดแนวเขตพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ
               มักเกิดปัญหากระทบสิทธิในที่ดินของประชาชนแห่งท้องถิ่นนั้นมาโดยตลอด โดยพบจากการที่
               คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ ปัญหา

               ส่วนใหญ่เป็นปัญหาการทับซ้อนแนวเขตที่ดินของรัฐ กับที่ดินทำากินและอยู่อาศัยของประชาชน การศึกษาได้
               เลือกกรณีคำาร้องดังกล่าว จำานวน ๗ กรณีศึกษา ทั้งข้อคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่กรณีศึกษาทั้ง

               ๗ กรณี โดยพบว่า

                              (๑) กรณีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติทับที่ดินทำากินราษฎร
               บ้านตากแดด ตำาบลยางหัก อำาเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยกรมป่าไม้จำาแนกให้พื้นที่บ้านตากแดด

               ตำาบลยางหักเป็นโซน E  เนื่องจากเป็นพื้นที่ลาดชัน เพื่อกันพื้นที่ไว้ไม่ส่งมอบให้สำานักงานการปฏิรูป
               ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนำาไปปฏิรูปที่ดินทำาให้ชาวบ้านตากแดดไม่ได้รับสิทธิจากการปฏิรูปที่ดิน สามารถ

               วิเคราะห์ได้ว่า รัฐเป็นผู้กำาหนดเขตจำาแนกพื้นที่แต่ฝ่ายเดียว โดยการจำาแนกโซนพื้นที่เศรษฐกิจ (โซน E)
               ออกเป็นพื้นที่ E2 E2 และ E3 โดยไม่คำานึงถึงสภาพข้อเท็จจริงในพื้นที่ว่าประชาชนทำากินมาก่อน ทำาให้

               ประชาชนบ้านตากแดดซึ่งถูกกำาหนดโซนให้เป็น โซน E1 ไม่ได้รับสิทธิตามกฎหมายการปฏิรูปที่ดินเพื่อ
               เกษตรกรรม ทั้งที่ขณะส่งมอบพื้นที่ให้นำามาดำาเนินการปฏิรูปที่ดินมิได้กำาหนดเป็นโซนพื้นที่ดังกล่าว
               มีเพียงโซนพื้นที่เศรษฐกิจ (โซน E) เท่านั้น

                              (๒) กรณีอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ประกาศเขตอุทยานทับที่ทำากินที่ราษฎรทำาประโยชน์

               มาก่อน พื้นที่อำาเภอเวียงสระ อำาเภอนาสาร และอำาเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยประชาชน
               ถูกเจ้าหน้าที่ห้ามเข้าเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้รับผลกระทบหลังจากการประกาศอุทยานแห่งชาติใต้ร่มเย็น ในปี

               พ.ศ.๒๕๓๔ ทับซ้อนกับที่ดินทำากินของประชาชน สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ปัญหาข้อขัดแย้งยังไม่สามารถ
               หาข้อยุติแนวเขตร่วมกันของหน่วยงานได้ ประชาชนถูกจับกุมดำาเนินคดี และไม่สามารถทำากินได้ตามสิทธิ

               ที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย และหน่วยงาน
               ของรัฐมิได้เร่งรัดให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนผู้เดือดร้อน




       182     การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
   178   179   180   181   182   183   184   185   186   187   188