Page 180 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 180

“... ในป่าสงวน ซึ่งทางราชการได้ขีดเส้นไว้ว่า เป็นป่าสงวนหรือป่าจ�าแนก แต่ว่าเราขีดเส้น

                 ไว้ประชาชนก็มีอยู่ในนั้นแล้ว เราจะเอากฎหมายป่าสงวน ไปบังคับคนที่อยู่ในป่าที่ยังไม่ได้สงวน
                 แล้วเพิ่งไปสงวนทีหลัง โดยขีดเส้นบนกระดาษก็ดูชอบกลอยู่ แต่มีปัญหาเกิดขึ้น ที่เมื่อขีดเส้นแล้ว

                 ประชาชนที่อยู่ในนั้น ก็กลายเป็นผู้ฝ่าฝืนกฎหมายไป ถ้าดูในทางกฎหมายเขาก็ฝ่าฝืน เพราะว่าตรา
                 เป็นกฎหมายโดยชอบธรรม แต่ว่าถ้าตามธรรมชาติ ใครเป็นผู้ท�าผิดกฎหมาย ก็ผู้ที่ขีดเส้นป่านั่นเอง

                 เพราะว่าบุคคลที่อยู่ในป่านั้นเขาอยู่ก่อน เขามีสิทธิในทางเป็นมนุษย์ หมายความว่า ทางราชการ
                 บุกรุกบุคคล ไม่ใช่บุคคลบุกรุกกฎหมายบ้านเมือง …”


                       การที่คณะผู้ศึกษาวิจัยได้ยกพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขึ้นมาเกริ่นนำาใน
                 บทวิเคราะห์นี้ เพื่อมุ่งหวังให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำาเนินงานด้านการจัดทำาแนวเขตที่ดินสงวนหวงห้าม

                 ของรัฐที่บัญญัติเป็นกฎหมาย ได้ตระหนักถึงความเป็นจริงที่เป็นอยู่ในปัจจุบันว่า หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็น

                 ผู้กำาหนดในสิ่งต่างๆ ให้ประชาชนปฏิบัติ ได้ดำาเนินการอย่างครบถ้วนในวิธีการที่กำาหนดแล้วหรือไม่
                 ได้มีการสำารวจตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่นั้นอย่างครบถ้วน ให้ประชาชนที่ถือครองทำาประโยชน์ใน

                 พื้นที่นั้นได้เข้ามาแสดงความเห็นหรือให้มีส่วนร่วมในการกำาหนดแนวเขตหรือไม่

                       การกำาหนดแนวเขตของพื้นที่สงวนหวงห้ามของรัฐได้ดำาเนินการตามนโยบายในการรักษาพื้นที่

                 ของรัฐไว้ เพื่อประโยชน์สาธารณะและรักษาสภาพแวดล้อม แต่ในการดำาเนินงานยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไข
                 ให้บรรลุ ไม่ให้กระทบกับสิทธิในการถือครองที่ดินของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แห่งนั้น ก่อนดำาเนินการ

                 ประกาศใช้เป็นกฎหมายบังคับ หรือต้องดำาเนินการหาทางแก้ไขเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเสียก่อน
                 เมื่อดำาเนินการไปแล้วยังต้องดูแลรักษาพื้นที่เหล่านั้น เพื่อให้มีสภาพที่มั่นคงไม่เสียหายหรือเสื่อมสภาพไป


                       ในอดีตที่ผ่านมาประชากรในประเทศไทยมีจำานวนไม่มาก โดยพบว่า จำานวนประชากรในปี พ.ศ.๒๔๕๓
                 มีประมาณ ๘.๑ ล้านคน ปี พ.ศ.๒๕๐๓ มีประมาณ ๒๖.๒ ล้านคน และปี พ.ศ.๒๕๕๓ มีประมาณ ๖๕.๙ ล้านคน

                 เมื่อเปรียบเทียบกับจำานวนพื้นที่ที่ใช้ในการประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ซึ่งเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิของ

                 ประชาชน จำานวน ๑๒๗ ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ ๔๐ ที่เหลืออีกร้อยละ ๖๐ เป็นที่ดินของรัฐ ซึ่งประกอบไป
                 ด้วยพื้นที่เพื่อการอนุรักษ์คุ้มครอง เพื่อกิจการของรัฐ กิจการสาธารณูปโภค พื้นที่สาธารณประโยชน์ และอื่นๆ

                 ซึ่งในปัจจุบันที่ดินในจำานวน ร้อยละ ๖๐ นี้ ได้จำาแนกและนำามาจัดสรรให้กับประชาชนใช้ประโยชน์เป็น
                 ที่อยู่อาศัยและประกอบอาชีพ จำานวนมากกว่า ๔๐ ล้านไร่ โดยในปัจจุบันจำานวนประชากรเพิ่มมากขึ้น

                 อย่างต่อเนื่อง สำาหรับพื้นที่ของประเทศยังคงมีเท่าเดิม มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมให้มีการ

                 ใช้ประโยชน์ในที่ดินเพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งยังมีการกำาหนดนโยบายให้มีพื้นที่สงวนหวงห้ามไว้เพื่อป่าไม้
                 และรักษาสภาพแวดล้อมอีกไม่น้อยกว่าร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ของประเทศ ผู้ที่ยากจนที่เคยดิ้นรนต่อสู้

                 ถากถางที่ดินทำากินเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า หรือพื้นที่ป่าไม้เดิมที่เคยสงวนหวงห้ามไว้ หรือ
                 มาสงวนหวงห้ามในภายหลัง เกิดปัญหากระทบกับสิทธิในที่ดินที่ตนเองถือครองทำาประโยชน์อยู่ มีการ

                 เรียกร้องให้แก้ไข แต่ก็ไม่เกิดผลตอบรับจากรัฐบาลหรือหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบ เพียงแต่ปล่อยให้

                 เวลาผ่านเลยไปให้รุ่นต่อไปเข้ามาแก้ไขปัญหาที่คงค้างหมักหมมต่อไป และเพิ่มปัญหาให้มากขึ้นตามการ
                 เพิ่มของประชากร ทั้งที่เมื่อพิจารณาแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ โดยต้องนำาสิทธิของประชาชน




                                                                การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ  179
   175   176   177   178   179   180   181   182   183   184   185