Page 175 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ
P. 175
เพราะแต่ละหน่วยงานมีกฎหมายของตนเอง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหา อาทิ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับป่าไม้
ที่ล้าสมัย และควรนำากฎหมายจำากัดสิทธิการถือครองที่ดินมาใช้มากกว่าการใช้กฎหมายภาษีที่ดินที่กำาลังจะ
ประกาศใช้ในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ซึ่งจะเป็นการผูกปัญหาใหม่และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขกฎหมาย
การแก้ปัญหาแนวเขตที่ดินของรัฐหากจะแก้ไขต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ควรใช้นโยบาย
กว้างๆ เหมือนกันทั้งประเทศ เนื่องจากทำาให้เกิดช่องว่าง มีการบิดเบือนข้อกฎหมาย เพื่อเข้าข้างฝ่ายผู้มี
อำานาจมากกว่าประชาชนส่วนใหญ่ รวมทั้งควรมีบทลงโทษทางกฎหมายเมื่อมีผู้กระทำาผิด นอกจากนี้ในการ
ออกกฎระเบียบต่างๆ รัฐต้องประสานกับท้องถิ่นไม่ใช้กฎหมายอย่างเดียวในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทำากิน
(๕) การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับที่ดินของรัฐต้องเร่งแก้ไขในระหว่าง
ที่รัฐบาลมีอำานาจเต็มภายในปี พ.ศ.๒๕๕๘ ควรเร่งจัดทำาแผนแม่บทในการกำาหนดเขตที่ดินของรัฐทุกแปลง
โดยตั้งคณะทำางานระดับจังหวัดให้เป็นผู้เสนอแนวทางและนำาเข้าสภานิติบัญญัติออกเป็นกฎหมาย
คณะทำางานควรประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐที่มีความรับผิดชอบเรื่องที่ดิน ผู้แทนของภาคประชาชน
ในพื้นที่ที่มีปัญหา ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องที่ดิน และมอบให้สำานักงานที่ดิน
จังหวัดเป็นฝ่ายเลขานุการของคณะทำางาน และรองผู้ว่าราชการจังหวัดทำาหน้าที่ประธานคณะทำางาน
(รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดูแลงานที่ดิน) รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบว่ามีคณะทำางานชุด
ดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนสามารถติดต่อฝ่ายเลขานุการในการเสนอปัญหาและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และใน
การกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ ควรทำาเป็นแนวถนนรอบแนวเขตของที่ดิน แต่ละหน่วยงานเพื่อแสดง
แนวเขตให้ชัดเจน
จากการศึกษาถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากการก�าหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ ข้อคิดเห็นของ
ประชาชน และการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงจากพื้นที่กรณีศึกษาสรุปได้ ดังนี้
ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับที่ดินและ
ป่าไม้ พบว่า ปัญหาส่วนใหญ่เป็นปัญหาการทับซ้อนแนวเขตที่ดินของรัฐ กับที่ดินทำากินและอยู่อาศัย
ของประชาชน การศึกษาได้เลือกกรณีคำาร้องดังกล่าว จำานวน ๗ กรณีศึกษา โดยเน้นกรณีศึกษาในพื้นที่
ป่าไม้ จำานวน ๖ กรณี และที่ดินสงวนหวงห้ามกับที่ดินสาธารณประโยชน์ จำานวน ๑ กรณี โดยศึกษาจาก
คำาร้องเรียนในพื้นที่กรณีศึกษา ประกอบรายงานการตรวจสอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
รวมทั้งรายงานการตรวจสอบจากผู้ตรวจการแผ่นดิน และสภาผู้แทนประชาชน ทั้งข้อคิดเห็นของประชาชน
ในพื้นที่กรณีศึกษาทั้ง ๗ กรณี จากการจัดประชุมรับฟังความเห็น ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประมาณ ๓๕๐ คน
เป็นประชาชนผู้ได้รับผลกระทบร่วมกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
(๑) คำาร้องที่ ๔๔๗/๒๕๔๗ การประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติและอุทยานแห่งชาติทับที่ดินทำากิน
ราษฎรบ้านตากแดด ตำาบลยางหัก อำาเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี
ปัญหา : กรมป่าไม้จำาแนกให้พื้นที่บ้านตากแดด ตำาบลยางหัก เป็นโซน E1 เนื่องจากเป็น
พื้นที่ลาดชันเพื่อกันพื้นที่ไว้ไม่ส่งมอบให้สำานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนำาไปปฏิรูปที่ดินทำาให้
ชาวบ้านตากแดดไม่ได้รับสิทธิจากการปฏิรูปที่ดิน
174 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำาหนดแนวเขตที่ดินของรัฐ

