Page 439 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง เพื่อปรับปรุงแก้ไขนโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า
P. 439

สํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
                National Human Rights Commission of Thailand


                            ประเด็นที่สอง การหวงหามที่ดินรกรางวางเปลาไวตามพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตหวงหามที่ดินฯ
                แมวาตอมาจะมีการออกกฎกระทรวงออกตามความในพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 ทับซอน

                ที่ดินที่ไดหวงหามไวก็มิไดมีผลเปนการเปลี่ยนแปลงสภาพการหวงหาม ดังนั้นการที่พระราชกฤษฎีกากําหนดเขต

                ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะมีผลเปนการเพิกถอนเขตปาสงวนแหงชาติที่ไดกําหนดไวก็มิไดมีผลเปนการเพิกถอน

                สภาพการหวงหามที่ดินแตอยางใด เมื่อที่ดินยังมีสภาพเปนที่ดินรกรางวางเปลาที่มีการหวงหามอยู การจะนํามา
                ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงตองไดรับความยินยอมจากกระทรวงการคลัง ตามเหตุผลที่ไดกลาวไวแลว

                ในประเด็นที่หนึ่ง

                            ประเด็นที่สาม ที่ดินที่ไดหวงหามไวเพื่อประโยชนแหงราชการกรมปาไม กรมปาไมเปนผูมีหนาที่

                ดูแลรับผิดชอบ แตการนําที่ดินดังกลาวมาปฏิรูปที่ดินก็ตองดําเนินการตามมาตรา 26 (2) แหงพระราชบัญญัติ
                การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ดวย


                            6.12 เรื่องเสร็จที่ 343/2545 บันทึก เรื่อง หารือเกี่ยวกับการนําที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

                ไปดําเนินการตามกฎหมายอื่น
                            คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) ไดพิจารณาในประเด็นเกี่ยวกับที่ดินที่อยูในเขตพระราชกฤษฎีกา

                กําหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและเปนที่สาธารณสมบัติของแผนดินประเภทที่รกรางวางเปลา

                ตามที่บัญญัติไวในมาตรา 26 (3) แหงพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 หาก ส.ป.ก.

                ไมมีแผนงานและไมประสงคจะนําที่ดินดังกลาวมาดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมที่ดิน
                ไดรับคํายืนยันจาก ส.ป.ก. เชนนั้นแลว ส.ป.ก.) จะตองดําเนินการตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อกันเขตที่ดินออกจาก

                เขตปฏิรูปใหมหรือไม เพียงใด โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 7) เห็นวาในกรณีที่ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

                เพื่อเกษตรกรรมที่มีพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมครอบคลุมทั้งเขตอําเภอ และเปน

                พระราชกฤษฎีกากําหนดเขตปฏิรูปที่ดินฯ ที่ตราขึ้นกอนพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ฉบับที่ 3)
                พ.ศ. 2532 ใชบังคับ นั้น เขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ยอมมีความหมายครอบคลุมถึงที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน

                ตามพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งอาจเปนเขตที่ ส.ป.ก. เขาไปดําเนินการ

                และเขตที่ ส.ป.ก. ยังไมไดเขาไปดําเนินการดวย สําหรับกรณีการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตปฏิรูปที่ดิน

                ในที่ดินอันเปนสาธารณสมบัติของแผนดินประเภทที่รกรางวางเปลาตามมาตรา 26 (3) แหงพระราชบัญญัติ
                การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 นั้น สวนของพื้นที่ที่ ส.ป.ก. มิไดมีแผนและไมประสงคเขาดําเนินการ

                ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมก็ยังคงสถานะเปนที่รกรางวางเปลาดังเดิม หนวยราชการซึ่งเคยเปนผูดูแลรักษา

                ที่ดินตามที่กฎหมายไดบัญญัติใหเปนอํานาจหนาที่ของหนวยราชการใดก็คงมีอํานาจหนาที่ที่จะตองดูแลรักษาตอไป

                ทั้งนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการรางกฎหมาย คณะที่ 7 และกรรมการรางกฎหมายคณะที่ 2) ไดเคย
                ใหความเห็นไวในการตอบขอหารือของกระทรวงมหาดไทย (กรมที่ดิน) วา  ไมมีบทบัญญัติมาตราใดกําหนด




         418     รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข
                 นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม”
   434   435   436   437   438   439   440   441   442   443   444