Page 436 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง เพื่อปรับปรุงแก้ไขนโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า
P. 436

สํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
                                                                                               National Human Rights Commission of Thailand

                            6.7  เรื่องเสร็จที่ 214/2538 บันทึกเรื่อง การกําหนดเขตปฏิรูปที่ดินที่จะมีผลเปนการเพิกถอน

               ปาสงวนแหงชาติ

                            คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการรางกฎหมาย คณะที่ 6) เห็นวา การดําเนินการเกี่ยวกับ

               การกําหนดเขตปฏิรูปที่ดิน นั้น บทบัญญัติมาตรา 26 (1) (4) แหงพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
               พ.ศ. 2518 กําหนดขั้นตอนการดําเนินการไววา เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติใหดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

               ในที่ดินเขตปาสงวนแหงชาติสวนใดแลว ส.ป.ก. จึงจะดําเนินการตราพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตปฏิรูปที่ดิน

               ใชบังคับในทองที่นั้น เพื่อนําที่ดินแปลงใดในสวนนั้นไปดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและบทบัญญัติ

               มาตรา 26 วรรคสอง แหงพระราชบัญญัติดังกลาวบัญญัติวา เพื่อประโยชนในการดําเนินการปฏิรูปที่ดิน
               เพื่อเกษตรกรรมตามมาตรา 26 ใหพนักงานเจาหนาที่ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

               พ.ศ. 2518 เปนพนักงานเจาหนาที่ตามพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 และมีอํานาจในการใหเชาที่ดิน

               อันเปนปาสงวนแหงชาติดังกลาวได และใหคาเชาที่ไดมาตกเปนของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

               ประกอบกับมาตรา 25 แหงพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ก็บัญญัติวา การกําหนด
               เขตที่ดินใหเปนเขตปฏิรูปที่ดินใหตราเปนพระราชกฤษฎีกาโดยใหกําหนดเฉพาะที่ดินที่จะดําเนินการปฏิรูปที่ดิน

               เพื่อเกษตรกรรมซึ่งเมื่อไดมีพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตปฏิรูปที่ดินใชบังคับแลวมาตรา 27 แหงพระราชบัญญัติ

               การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 บัญญัติใหพนักงานเจาหนาที่มีอํานาจเขาไปสํารวจรังวัด ปกหลัก

               หรือขุดรองแนวและดําเนินการอื่น ๆ เพื่อใหบรรลุตามวัตถุประสงคของการปฏิรูปที่ดินได จากบทบัญญัติดังกลาว
               จะเห็นไดวา เมื่อมีการประกาศใชบังคับพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตปฏิรูปที่ดินแลว พระราชกฤษฎีกากําหนด

               เขตปฏิรูปที่ดินเปนเพียงการกําหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทําการปฏิรูปที่ดินเทานั้น ไมไดมีผลเปนการเพิกถอน

               ปาสงวนแหงชาติทันที พื้นที่ปาสงวนแหงชาติยังคงเปนพื้นที่ปาสงวนแหงชาติอยูเชนเดิม เพียงแตพนักงาน

               เจาหนาที่ที่จะดําเนินการตามพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 นั้น กฎหมายกําหนดใหพนักงาน
               เจาหนาที่ตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 เปนผูดําเนินการแทนพนักงานเจาหนาที่

               ตามกฎหมายวาดวยปาสงวนแหงชาติ และ ส.ป.ก. มีหนาที่ที่จะตองกันพื้นที่ที่ใชในกิจกรรมของกรมปาไม

               ตามความเหมาะสมของแตละพื้นที่สงคืนใหแกกรมปาไมตามมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ตอไป สําหรับความหมาย

               ของความวา “...เมื่อ ส.ป.ก. จะนําที่ดินแปลงใดในสวนนั้นไปดําเนินการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม...” มีความหมาย
               เพียงวา เมื่อ ส.ป.ก.  มีความพรอมที่จะนําที่ดินแปลงใดในเขตที่ประกาศในพระราชกฤษฎีกากําหนดเขตปฏิรูปที่ดิน

               ไปดําเนินการปฏิรูปที่ดินแนนอนแลว และ ส.ป.ก. มีแผนงานพรอมทั้งงบประมาณเพียงพอที่จะดําเนินการ

               ไดทันที พระราชกฤษฎีกากําหนดเขตปฏิรูปที่ดินดังกลาวก็จะมีผลเปนการเพิกถอนปาสงวนแหงชาติเฉพาะที่ดิน

               ในแปลงนั้น







                                                                       รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข  415
                                                                นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม”
   431   432   433   434   435   436   437   438   439   440   441