Page 433 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง เพื่อปรับปรุงแก้ไขนโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า
P. 433
สํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
National Human Rights Commission of Thailand
เพื่อเกษตรกรรม นิคมสรางตนเอง ที่ดินที่มีมติคณะรัฐมนตรีกําหนดใหเปนที่จัดสรรเพื่อเกษตรกรรม
หรือที่ดินที่มีมติคณะรัฐมนตรีกําหนดเปนที่ดินของรัฐ จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติปาไม พุทธศักราช 2484
หรือไม อยางไร คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการรางกฎหมาย คณะที่ 7) ไดพิจารณาปญหาดังกลาว
โดยผูแทนกรมพัฒนาที่ดินชี้แจงวา คําวา “ที่ดินของรัฐ” ซึ่งใชในงานการจําแนกที่ดินของกรมพัฒนาที่ดินเปนเกณฑ
ที่กําหนดขึ้นเพื่อประโยชนในงานของกรมพัฒนาที่ดิน มิไดมีความหมายตามกฎหมายใด ๆ ซึ่งปจจุบันกรมพัฒนาที่ดิน
จําแนกที่ดินเปน 3 กลุม คือ ประเภท ก. หมายถึงที่ดินนอกเขตพื้นที่ปาไมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่
14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504 ประเภท ข. หมายถึงที่ดินที่จําแนกไวเปนที่จัดสรรเพื่อเกษตรกรรม และประเภท ค.
หมายถึงที่ดินที่จะสงวนไวเปนปาไมของชาติ
คณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการรางกฎหมาย คณะที่ 7) มีความเห็นวามาตรา 54
แหงพระราชบัญญัติปาไม พุทธศักราช 2484 ที่กําหนดหามมิใหผูใดกนสราง แผวถาง หรือเผาปา หรือกระทํา
ดวยประการใด ๆ อันเปนการทําลายปา หรือเขายึดถือครอบครองปา เพื่อตนเองหรือผูอื่น เวนแตจะกระทํา
ภายในเขตที่ไดจําแนกไวเปนประเภทเกษตรกรรม และรัฐมนตรีไดประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือไดรับใบอนุญาต
จากพนักงานเจาหนาที่นั้น นาจะมีเจตนารมณที่จะคุมครองปาไมอันเปนทรัพยากรธรรมชาติที่สําคัญ โดยการ
หามมิใหมีการบุกรุกเขาใชประโยชนในที่ปาตามมาตรา 4 (1) แหงพระราชบัญญัติปาไม พุทธศักราช 2484
สําหรับผูไดรับอนุญาตใหทําประโยชนตามปญหาที่หารือ นั้น บุคคลดังที่กลาวขางตนถือไดวาเปนผูไดรับอนุญาต
ตามกฎหมายเฉพาะนั้น ๆ ใหเขาทําประโยชนในที่ดินของรัฐ จึงมิใชผูบุกรุก ถาที่ดินที่ไดรับอนุญาตใหเขาทํา
ประโยชนยังมีสภาพเปนปา พนักงานเจาหนาที่ตามพระราชบัญญัติปาไม พุทธศักราช 2484 ก็มีอํานาจหนาที่
ในการดูแลรักษาและรับผิดชอบที่ดินนั้น ๆ เพื่อคุมครองปาไมเทาที่ไมขัดตอวัตถุประสงคในการอนุญาตใหเขาทํา
ประโยชนขางตน ซึ่งในการประกอบเกษตรกรรมนั้นยอมจะตองมีการแผวถางปาเพื่อเตรียมพื้นที่ ดังนั้น
บุคคลที่กลาวขางตนจึงไมตองขออนุญาตแผวถางปาตามมาตรา 54 แหงพระราชบัญญัติปาไม พุทธศักราช 2484
แตถาที่ดินที่ไดรับอนุญาตใหเขาทําประโยชนมีไมหวงหามหรือของปาหวงหามขึ้นอยูการตัดฟนหรือเก็บหาของปา
หวงหาม จะตองไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนาที่เสียกอนเนื่องจากในการ “ทําไม” หวงหามตาม มาตรา 11
หรือการเก็บหาของปาหวงหามตามมาตรา 29 แหงพระราชบัญญัติปาไม พุทธศักราช 2484 ซึ่งแกไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบัญญัติปาไม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2494 รัฐมีวัตถุประสงคที่จะสงวนรักษาไมหรือของปาหายากไว
มาตรการควบคุมในเรื่องนี้จึงเขมงวดกวาการแผวถางปา กลาวคือ ผูทําไมหวงหามจะตองไดรับอนุญาต
จากพนักงานเจาหนาที่หรือไดรับสัมปทานอยางใดอยางหนึ่ง กับตองใหประโยชนตอบแทนแกรัฐสําหรับผูเก็บหา
ของปาหวงหามก็จะตองไดรับอนุญาตจากพนักงานเจาหนาที่ และตองเสียคาภาคหลวงของปาหวงหามเชนกัน
และประกอบกับทั้งการทําไม หวงหามหรือเก็บหาของปาหวงหาม ก็ไมอยูในความหมายของ “เกษตรกรรม”
412 รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข
นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม”

