Page 427 - รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง เพื่อปรับปรุงแก้ไขนโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้านที่ดินและป่า
P. 427

สํานักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
                National Human Rights Commission of Thailand

                ไดยึดถือครอบครองที่ดินพิพาทเปนของตน ในขณะที่บุคคลอื่นเขาไปทําประโยชน และที่ดินพิพาทยังคงเปน

                ของ ส.ป.ก. จึงไมใชผูเสียหายโดยนิตินัยที่จะรองทุกขใหดําเนินคดีแกจําเลยฐานบุกรุกตามฟองซึ่งเปนความผิด

                ตอสวนตัว พนักงานสอบสวนจึงไมมีอํานาจสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 121

                วรรคสอง
                            5.5  คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6491/2550  วินิจฉัยวา  บุคคลผูมีสิทธิหรือทําประโยชน

                ในเขตปาสงวนแหงชาติกอนกฎกระทรวงประกาศใหเปนเขตปาสงวนแหงชาติ แตไมมีสิทธิในที่ดินตามประมวล

                กฎหมายที่ดิน  มีสิทธิเพียงไดรับคาทดแทนตามมาตรา 13 แหงพระราชบัญญัติปาสงวนแหงชาติ พ.ศ. 2507 เทานั้น

                หาไดมีสิทธิในที่ดินที่ตนครอบครองทําประโยชนอยูไม และตองยื่นคํารองที่อางวา มีสิทธิหรือไดทําประโยชน
                ในเขตปาสงวนแหงชาติอยูกอนวันที่กฎกระทรวงกําหนดเขตปาสงวนแหงชาติขึ้นใชบังคับ โดยยื่นตอนายอําเภอ

                ภายใน 90 วัน นับแตวันที่กฎกระทรวงนั้นใชบังคับ ถาไมยื่นคํารองตอนายอําเภอภายในกําหนดดังกลาว

                ใหถือวาสละสิทธิหรือประโยชนนั้น

                            พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 19 (7) บัญญัติใหคณะกรรมการ
                ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมีอํานาจหนาที่และความรับผิดชอบในการกําหนดหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไข

                ในการคัดเลือกเกษตรกรซึ่งจะมีสิทธิไดรับที่ดินจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน

                เพื่อเกษตรกรรมจึงไดออกระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมวาดวยการออกหนังสืออนุญาต

                ใหเขาทําประโยชนในเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ.2536 ซึ่งตามระเบียบดังกลาวขอ 9 กําหนดใหเลขาธิการมีอํานาจ
                เพิกถอนหนังสืออนุญาตได ดังนั้นเลขาธิการสํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงมีอํานาจออกคําสั่ง

                เพิกถอนหนังสืออนุญาตใหเขาทําประโยชนในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดภูเก็ตได

                            5.6  คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 6492/2550 วินิจฉัยวา เจาของเดิมครอบครองที่ดินพิพาท

                มาตั้งแตป 2498 ภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใชบังคับแลว เจาของเดิมรับโอนการครอบครองมายอมไมไดรับ
                ความคุมครองสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทตามประมวลที่ดิน มาตรา 4 และตองถือวาที่ดินเปนของรัฐ

                ตาม ประมวลกฎมายที่ดิน มาตรา 2 ที่บัญญัติวาที่ดินซึ่งไมไดตกเปนกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดใหถือวา

                เปนของรัฐ เมื่อทางราชการออกกฎกระทรวงกําหนดใหที่ดินพิพาทเปนปาสงวนแหงชาติ และคณะรัฐมนตรี

                มอบหมายให ส.ป.ก. นําไปปฏิรูปที่ดินได และตอมาไดมีการออกพระราชกฤษฎีกากําหนดใหที่ดินพิพาท
                เปนเขตปฏิรูปที่ดินมีผลเปนการเพิกถอนปาสงวนแหงชาติในที่ดินแปลงนั้น และสํานักงานการปฏิรูปที่ดิน

                เพื่อเกษตรกรรมมีอํานาจนําที่ดินนั้น มาใชในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมไดโดยไมตองดําเนินการเพิกถอน

                ตามกฎหมายปาสงวนแหงชาติตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 26 (4)

                สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีอํานาจนําที่ดินพิพาทมาใชในการปฏิรูปที่ดินได
                            เจาของที่ดินมีที่ดินเปนของตนเองกวา 100 ไร  จึงมิใชเกษตรกรตามความหมายแหงพระราชบัญญัติ





         406     รายงานการศึกษาวิจัย เรื่อง “เพื่อปรับปรุงแกไข
                 นโยบายกฎหมายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนดานที่ดินและปาไม”
   422   423   424   425   426   427   428   429   430   431   432