Page 83 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 83
รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 81
อย่างไรก็ตามยังเกิดความสับสนบางประการเกี่ยวกับข้อมูลคนจนเมืองที่มีความแตกต่าง
กันระหว่างความยากจนทางราชการ กับการสำารวจของสำานักพัฒนาชุมชนเมือง การเคหะแห่งชาติ
โดยพบว่า ตัวเลขทางราชการอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง กระนั้นก็ตามสภาพปัญหาที่คนจน
เมืองจำาต้องเผชิญอยู่เสมอมา คือ ปัญหาค่าครองชีพ ปัญหาความเข้มแข็งของชุมชน ปัญหาการนำา
ที่ดินไปประกอบธุรกิจแล้วไร่ลื้อชุมชนโดยอาศัยวาทกรรม “เมืองน่าอยู่” ของทางราชการเป็น
เกราะกำาบัง ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาคนจนเมืองจำาเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากองค์กรภายนอก
ซึ่งเป็นไปได้หลายแนวทาง คือ แนวทางสังคมสงเคราะห์ แนวทางหนุนเสริมองค์กรชุมชนให้สามารถ
บริหารจัดการตนเองได้ แนวทางเสริมสร้างอำานาจองค์กรเครือข่ายโดยมุ่งหวังเพื่อเคลื่อนไหวต่อรอง
กดดันรัฐให้มีนโยบายเอื้อกับคนจนเมือง เกิดการนิยามคนจนเมืองใหม่ที่ก้าวไกลกว่าเรื่องเส้น
ความยากจน คือ เป็นคนจนที่ ไร้สิทธิ ไร้อำานาจ ขาดโอกาสการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและ
การจัดสรรทรัพยากรทางสังคม การต่อสู้ของคนจนเมืองในระยะหลังจึงเป็นการต่อสู้โดยวิธีการสร้าง
เครือข่าย สร้างพันธมิตรในขบวนการประชาสังคมเพื่อต่อสู้เคลื่อนไหวกดดันและต่อรองกับภาครัฐ
ให้รัฐกำาหนดนโยบายหรือมาตรการที่เอื้อแก่คนจนเมือง รับรองสิทธิความเป็นมนุษย์ที่ถูกทำาลาย
โดยกระบวนการพัฒนา นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของคนจนเมืองยังมุ่งสร้างพื้นที่ให้แก่คนจนเมือง
ได้เข้าสู่เวทีการเมืองและเวทีสาธารณะด้วย (ประภาส ปิ่นตบแต่ง, ๒๕๔๑, น. ๑๙๔ - ๑๙๖)
กัลยรัตน์ กล่ำาหอม (๒๕๔๗, น. ๘๓ - ๘๕) ได้อธิบายว่า แนวทางการดำาเนินงานของภาครัฐ
ที่ผ่านมาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาคนจนเมือง กล่าวคือ กฎระเบียบของภาครัฐเป็นข้อจำากัดที่
ไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนากลุ่มและองค์กรชาวบ้านคนจนเมืองให้เกิดการเรียนรู้อย่างเข้มแข็งและ
ยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น โครงการและนโยบายของภาครัฐที่เข้ามาไม่ได้ทำาให้ชาวบ้านพึ่งตนเองได้อย่าง
ยั่งยืน ทว่ากลับทำาให้ชาวบ้านเป็นหนี้สินมากยิ่งขึ้น อีกทั้งคนจนเมืองไม่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา
และการกำาหนดนโยบายที่มีผลกระทบต่อตนเองเท่าใดนัก ดังนั้นวิธีการแก้ไขปัญหาคนจนเมือง
ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนั้น คือ การพัฒนากลุ่ม องค์กร ภาคีโดยยึดประชาชนคนจนเมืองเป็นศูนย์กลาง
ในการพัฒนา กอปรกับการหนุนเสริมจากนักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชนที่เอื้ออำานวยให้
คนจนเมืองได้มีส่วนร่วมในทุกระดับการพัฒนา จนสามารถสร้างภาคีเครือข่ายที่เข้มแข็งผลักดัน
โครงการและนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของคนจนเมืองได้อย่างแท้จริง มิใช่เพียงสิ่งที่รัฐ
หยิบยื่นให้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า กระบวนการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคนจนเมืองต้องผูกโยงกับ
กระบวนการทางการเมืองอย่างเหนียวแน่น เพราะสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนจนเมืองในอนาคต
ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคงของที่อยู่อาศัย การไล่รื้อ ปัญหาหนี้สินและรายได้มีแนวโน้มจะทวีความ
รุนแรงมากยิ่งขึ้น
การใช้แนวคิดเรื่อง “จังหวัดจัดการตนเอง” แนวคิดนี้เป็นแนวคิดที่จะนำามาใช้ในการพัฒนา
ผู้คนในชุมชนทั้งระดับชุมชนท้องถิ่นไปจนกระทั่งระดับชาติ เดิมทีนั้นการคิดริเริ่มคำาว่า “จังหวัด
จัดการตนเอง” นั้น เริ่มต้นจากคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.

