Page 78 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 78
76 รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
โดยบางบริษัทย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น ส่วนแรงงานที่มีอายุมากก็มีแนวโน้มว่าจะถูกเลิกจ้างสูงเช่นกัน
(จตุพล สันตะกิจ, ๒๕๕๖, ออนไลน์; งานเสวนา “ค่าแรง ๓๐๐ บาท ไม่ใช่คำาตอบสุดท้ายของแรงงาน
ผู้ประกอบการและคนไทย, ๒๕๕๖, ออนไลน์)
“วันนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนงานก็ยังเหมือนเดิม เพราะค่าแรงที่เพิ่มขึ้น
แต่ค่าครองชีพก็เพิ่มขึ้น ซ้ำานายจ้างบางรายยังถือโอกาสใช้เป็นข้ออ้างปิด
กิจการและไม่จ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน ซ้ำาแรงงานที่มีอายุมาก
ต้องตกอยู่ในความหวาดระแวงไม่รู้จะถูกเลิกจ้างวันไหน”
วิไลวรรณ แซ่เตีย : สะท้อนชีวิตแรงงาน
เมื่อสืบค้นฐานคิดในการมองประเด็นปัญหาคนจนมืองนั้น ภาพตัวแทนแห่งความยากจนของ
คนจนเมืองนั้นคือ “สลัม” หรือ “ชุมชนแออัด” ซึ่ง ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ (อ้างถึงใน ประภาส
ปิ่นตบแต่ง, ๒๕๔๑, น. ๑๘๓ - ๑๘๔) ได้มองว่า สลัมหรือชุมชนแออัดถูกสังคมมองว่าเป็นสถานที่
ที่ไม่น่าพึงปรารถนา เป็นชุมชนที่ไม่น่าอยู่ จนกลายเป็นมะเร็งร้ายหรือบาดแผลของสังคมเสียด้วย
ซ้ำาไป สลัมถูกมองว่า เป็นสถานที่เสื่อมโทรม มีปัญหาสิ่งแวดล้อม เต็มไปด้วยยาเสพติด ทั้งยังมี
วัฒนธรรมความยากจน ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมพิเศษอันเป็นลักษณะสำาคัญของชุมชนแออัด และส่งผล
ต่อวิธีปฏิบัติต่อชุมชนแออัดและผู้คนในชุมชนเหล่านี้ผ่านการไล่รื้อ (Eviction) การรื้อถอนอาคาร
สิ่งปลูกสร้างที่กลุ่มคนเหล่านี้เป็นเจ้าของเพื่อเปิดทางสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการ
ภายใต้แนวทางกระแสหลักของการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม หากวิเคราะห์จากฐานคิดทาง
เศรษฐศาสตร์การเมือง พบว่า สลัมก็เป็นผลจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเมือง สลัมเป็นสถานที่
หรือเป็นชุมชนที่ดำารงอยู่ภายใต้การปรับตัวทางเศรษฐกิจและสังคมท่ามกลางการพัฒนาเมือง ระบบ
เศรษฐกิจแบบอุตสาหกรรมของประเทศจำาเป็นต้องพึ่งพาแรงงานจากประชาชนในชุมชนแออัด
ดังนั้น สลัมหรือชุมชนแออัดจึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตทางสังคม และเมื่อการเปลี่ยนแปลง
ของประเทศที่เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและบริการ ยิ่งเป็นปัจจัยสำาคัญที่ทำาให้เกิด
กระบวนการกลายเป็นเมือง (Urbanization) และกระบวนการกลายเป็นเมืองนี้เอง ก็มีลักษณะแปรผัน
โดยตรงกับการขยายตัวของชุมชนแออัดเพิ่มมากขึ้นด้วย
เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนที่เรียกว่าเป็นคนจนเมืองที่อาศัยในชุมชนแออัดก็เป็นส่วนหนึ่ง
ของกระบวนการผลิตและการพัฒนาประเทศ เมื่อเขาเหล่านี้เกิดปัญหา สังคมก็จำาเป็นต้องร่วมรับ
ผิดชอบ ไม่ปล่อยปละละเลยไปตามชะตากรรม โดยมุ่งแสวงหาคำาอธิบายถึงต้นตอของปัญหา
อันผูกโยงกับโครงสร้างทางสังคม แทนที่จะมองตามลัทธิปัจเจกชนนิยมซึ่งพยายามตีตราคนจนเมือง
ในสลัม (ประภาส ปิ่นตบแต่ง, ๒๕๔๑, น. ๑๘๔ - ๑๘๕) ขณะเดียวกันคนในชุมชนแออัดเองก็มี
ศักยภาพในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาตนเองผ่านพลังความคิด การรวมกลุ่ม จนถึงขั้นการเคลื่อนไหว
เพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการดำารงชีวิตของตนเองและชุมชน

