Page 82 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 82

80 รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง




                  ๑๙๑-๑๙๒) ได้ชี้ให้เห็นว่า ชุมชนแออัดจังหวัดเชียงใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วบนพื้นฐานความเหลื่อมล้ำา

                  ของการกระจายรายได้ระหว่างชาวบ้านท้องถิ่นกับคนที่อยู่ในกลุ่มภาคการผลิตสมัยใหม่ เกิดการ
                  ขยายตัวของเทศบาล ขยายอำานาจ และบทบาทไปบนพื้นที่อย่างกว้างขวาง แต่ไม่สามารถเพิ่ม

                  ประสิทธิภาพในการทำางานให้ครอบคลุมพื้นที่ให้ทั้งหมด ซึ่งจะทำาให้ชุมชนดั้งเดิมทั้งอยู่ในเมืองและ
                  แถบชานเมืองกลายเป็นชุมชนแออัดอย่างรวดเร็ว ชุมชนเดิมที่อยู่รอบๆ วัดเกือบทุกวัดในเขตเมืองและ

                  รอบนอกใกล้เคียงเชียงใหม่ล้วนแต่มีความหนาแน่นเพิ่มขึ้น ซึ่งคาดหมายว่าจะขยายอย่างต่อเนื่อง
                  ปัจจัยที่มีผลให้เกิดชุมชนแออัดซึ่งบ่งบอกถึงแนวโน้มในอนาคต คือ การก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจ

                  อาเซียน โดยรัฐบาลให้ความสำาคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยงบประมาณกว่า ๒.๒ ล้าน
                  ล้านบาท ผ่านโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าที่สร้างขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร และเพื่อความสะดวก

                  ในการเดินทางของประชาชนในเขตกรุงเทพฯ  ผลที่ตามมา คือ การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการ
                  ต่างๆ อันทำาให้เกิดความหนาแน่นของอาคารบ้านเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างต่อเนื่อง กอปรกับรถไฟ

                  ความเร็วสูงที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน อันได้แก่ ลาว มาเลเซีย ผ่านจังหวัดสำาคัญ คือ ขอนแก่น
                  หนองคาย หาดใหญ่ ฯลฯ จึงมีแนวโน้มว่าจะเกิดชุมชนแออัดตามเมืองใหญ่เหล่านี้ อีกทั้งส่งผลให้

                  เกิดคนจนเมืองตามมา

                        ถึงกระนั้นก็ตามมีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหาการไล่รื้อชุมชนแออัด โดยมูลนิธิเพื่อพัฒนา
                  ที่อยู่อาศัย สรุปสถานการณ์ไล่รื้อทั่วประเทศ ปีพ.ศ. ๒๕๔๑ พบว่า ชุมชนที่อยู่ระหว่างการถูกไล่รื้อ
                  ทั่วประเทศมีทั้งสิ้น ๔๓ ชุมชน โดยเป็นชุมชนแออัดภาคอีสานที่มีสถานการณ์รุนแรงที่สุด คือ

                  ๒๑ ชุมชน นอกจากนี้ ใน กทม. ยังมีชุมชนบุกรุกริมคูคลองจำานวนกว่า ๒๑๗ ชุมชน ซึ่งรวมแล้วมี

                  จำานวนประชากรที่ประสบกับปัญหาการไล่รื้อกว่า ๖๑,๔๖๓ คน (มูลนิธิเพื่อที่อยู่อาศัยอ้างถึงใน
                  ประภาส ปิ่นตบแต่ง, ๒๕๔๑, น. ๑๙๒) ทั้งนี้ ปัญหาความขัดแย้งจากการไล่รื้อมีด้วยกัน ๓ ประการ คือ

                        ๑.  กระแสเมืองน่าอยู่และกระแสสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนโยบายของทีมผู้ว่าราชการจังหวัดทุก
                           ยุคสมัย ทำาให้เกิดปัญหาชุมชนแออัดบนที่ดินของ กทม. ที่สาธารณะ ที่ริมคลอง และ

                           ที่ดินเทศบาล ดังตัวอย่างการไล่รื้อเพื่อนำาที่ดินไปสร้างสวนสาธารณะ สวนสุขภาพ ลาน
                           คนเมือง ฯลฯ เฉกเช่นปัจจุบันที่มีกระแสสร้างมักกะสันคอมเพล็กซ์ บริเวณชุมชนสถานี

                           รถไฟมักกะสัน โดยประเด็นที่ตามมาคือเรื่องการไล่รื้อชุมชนรอบทางรถไฟต่างๆ ออก
                           เพื่อสร้างสวนสาธารณะและมักกะสันคอมเพล็กซ์ ทั้งยังรวมพิพิธภัณฑ์แรงงานไทยอันเป็น

                           สถานที่ประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การศึกษาของอนุชนรุ่นหลัง

                        ๒.  กระแสเมืองท่องเที่ยว ซึ่งเกิดปัญหาในที่ดินของจังหวัดท่องเที่ยว เช่น เชียงใหม่ เชียงราย
                           ภูเก็ต การไล่รื้อเพื่อการสร้างอุทยานนคร ปรับปรุงคูคลอง ฯลฯ

                        ๓.  กระแสการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐเชิงพาณิชย์ เช่น เทศบาล อบต. ฯลฯ ดังอาจจะเกิดขึ้น

                           ในอนาคตในปัญหาเกี่ยวกับการเวนคืนที่ดินริมทางรถไฟและรถไฟความเร็วสูงซึ่งเป็น
                           โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเปิดประตูสู่ประชาคมอาเซียน
   77   78   79   80   81   82   83   84   85   86   87