Page 81 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 81
รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 79
หลายกรณี เช่น เรื่องที่ดินทำากิน เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องสิทธิชุมชน เรื่องสถานะสัญชาติ
เรื่องที่อยู่อาศัย ฯลฯ มารวมกลุ่มกัน ทั้งนี้ แม้ว่าเครือข่ายเหล่านี้จะไม่ได้ก่อกำาเนิดโดย
กลุ่มคนจนเมืองเพียงกลุ่มเดียว แต่อย่างน้อยที่สุด ผู้คนในสลัมที่เกี่ยวข้องกับการถูกไร่ลื้อ
ที่อยู่อาศัยก็เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมนี้ และองค์กรพัฒนาเอกชน
เองก็อยู่ในฐานะผู้ให้การสนับสนุน ผู้ประสานงาน ที่สำาคัญคือการเป็น “ภาคีพันธมิตรร่วม
เคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม”
หลักการปฏิบัติงานขององค์กรพัฒนาเอกชนที่สำาคัญประการหนึ่ง คือ การเสริมสร้างพลังอำานาจ
(Empowerment) ซึ่งกระบวนการเสริมสร้างพลังอำานาจนี้คือการร่วมกับประชาชนเพื่อพิทักษ์สิทธิ
ของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ด้อยโอกาสและคนยากจนได้รับบริการทางสังคม ตลอดจนการคุ้มครอง
จากรัฐ เพื่อให้รัฐยอมรับและมองเห็นว่า ประชาชนมีตัวตนสามารถกำาหนดหรือตัดสินใจอนาคตความ
เป็นไปของประเทศได้ไม่น้อยไปกว่าผู้มีอำานาจ นักการเมือง และเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ ดังนั้น เนื้องาน
ที่สำาคัญอย่างหนึ่งขององค์กรพัฒนาเอกชน คือ การพิทักษ์สิทธิ (Prasartset, ๑๙๙๕, p. ๑๒๐-๑๒๑)
ทั้งนี้ องค์กรพัฒนาเอกชนได้นำาหลักการพิทักษ์มาใช้อย่างจริงจังราวๆ ค.ศ. ๑๙๘๘ หรือพ.ศ. ๒๕๓๑
และพัฒนาการต่อสู้เพื่อคนยากไร้เรื่อยมาผ่านการรวมกลุ่มโดยมีเป้าหมายทางการเมือง คือ การสร้าง
ความเป็นธรรมผ่านกลไกกฎหมายและนโยบายต่างๆ และช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลง
สังคมไทยระหว่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี้เอง เป็นช่วงที่องค์กรพัฒนาเอกชนได้ร่วมกับนักวิชาการ
เครือข่ายและองค์กรภาคประชาชน/ประชาสังคมสร้างกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งแตกต่างจากวิธีการ
ปฏิบัติงานที่ผ่านมาหลายประการ คือ (Prasartset, ๑๙๙๕, ๑๒๕ - ๑๒๖)
๑) การเพิ่มปริมาณกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ ผ่านเครือข่ายภาคประชาชนที่หลากหลาย
๒) การพัฒนาประสิทธิภาพของเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนที่ดำาเนินกิจกรรมทางการเมือง
๓) การพัฒนาทักษะด้านการประสานงาน (Coordinating skills) ของสมาชิกองค์กรพัฒนา
เอกชนในการทำางานร่วมกับเครือข่ายภาครัฐ
๔) การเสริมสร้างความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นระหว่างเครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนเองและ
เครือข่ายภาคประชาชนคือการมีชาวบ้านเป็นแกนนำา
๔.๔ แนวโน้มของปัญหาคนจนเมือง
คำาว่า “คนจนเมือง” จำาเป็นต้องนิยามความหมายให้กว้าง มากกว่าคนจนเมืองในเขต
กรุงเทพมหานคร เหตุเพราะการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการตามเมืองใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ
ได้ขยายตัวอย่างรวดเร็ว นำามาซึ่งความเป็นชุมชนเมืองรวมทั้งชานเมืองด้วย ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใหญ่
ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ เช่น ภาคใต้ จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น เป็นต้น จังหวัดซึ่งเป็นเมืองใหญ่เหล่านี้ต้องเผชิญกับ
ปัญหาคนจนเมือง เฉกเช่น อรรถจักร สัตยานุรักษ์ (อ้างถึงในประภาส ปิ่นตบแต่ง, ๒๕๔๑, น.

