Page 77 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 77
รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 75
ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และการพัฒนา
อุตสาหกรรมมายาวนานกว่า ๕๐ ปี กอปรกับลัทธิเสรีนิยมและโลกาภิวัตน์ราว ๒๐ กว่าปีมานี้
จำาเป็นต้องนิยามคนจนเสียใหม่ ด้วยอิทธิพลของการพัฒนาเศรษฐกิจภาคอตุสาหกรรมและ
ภาคบริการนี้ มีผลให้ผู้คนต้องอพยพย้ายถิ่นจากชนบทเข้าสู่เมืองอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็น
“คนจนเมือง” ในที่สุด และส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตแบบอุตสาหกรรม ทั้งนี้เงื่อนไขของกระบวน
ทัศน์การพัฒนาประเทศที่ต้องเป็นระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบพึ่งพา กล่าวคือ พึ่งพาเทคโนโลยี
และเงินทุนจากต่างประเทศ พึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ยิ่งทำาให้ประเทศเกิดความเหลื่อมล้ำาระหว่าง
ประเทศกำาลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว ตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเปรียบเสมือน
ภาพลวงตา ในเมื่อแรงงานที่เป็นปัจจัยการผลิตมิได้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวและคุณภาพเพิ่มขึ้นแต่
อย่างใด ผู้คนในภาคแรงงานจึงกลายเป็น “คนจนเมือง” ในที่สุด สภาพปัญหาของแรงงานในเมือง
ที่พบโดยทั่วไปมีหลากหลาย เช่น การไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายเนื่องจากเป็นแรงงานนอก
ระบบ (นอกระบบประกันสังคม) การถูกเลิกจ้างอย่างไม่ธรรม ต้องดำารงชีวิตอยู่ท่ามกลางความ
เสี่ยงต่อสุขภาพ ปัญหาการกดขี่จากนายจ้าง การขาดอำานาจในการเจรจาต่อรองกับนายจ้างและรัฐ
เพราะสหภาพแรงงานไร้ซึ่งเสถียรภาพและความเข้มแข็ง ดังเช่นข้อมูลจาก ศักดินา ฉัตรสกุล ณ
อยุธยา (๒๕๕๖, ออนไลน์) ได้ชี้ให้เห็นว่า สหภาพแรงงานนั้นเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคทั้งใน
เชิงปริมาณและคุณภาพ กล่าวคือ ในเชิงปริมาณนั้น พบว่าในประเทศไทยแม้ว่าจะมีสหภาพแรงงาน
แต่มีคนงานเป็นสมาชิกเพียง ๑.๔๗% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเปรียบเทียบกับประเทศที่
มีขบวนการแรงงานเข้มแข็งในทวีปยุโรปเพราะเขาเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเกือบร้อยละ ๙๐
ขณะเดียวกัน ปัญหาสหภาพแรงงานในเชิงคุณภาพ คือ ความไม่มีเอกภาพของสหภาพแรงงาน การไม่
สามารถพิทักษ์ประโยชน์ของแรงงานผ่านการเจรจาต่อรองได้ เนื่องจากรัฐและกลุ่มทุนไม่ยอมรับ
การมีส่วนร่วม ทั้งยังถูกคุกคามขบวนการแรงงานอันทำาให้สหภาพแรงงานปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่มากนัก
ด้วยเหตุนี้ ขบวนการแรงงานจึงอ่อนแอนำามาซึ่งปัญหาสวัสดิภาพของแรงงานโดยรวม นอกจากนี้
ในสภาวการณ์ปัจจุบันว่าด้วยเรื่องนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำา ๓๐๐ บาททั่วประเทศก็ก่อให้เกิดผลกระทบ
ทางลบต่อแรงงานตามมา ดังเช่นข้อมูลจาก วิไลวรรณ แซ่เตีย สตรีผู้ขับเคลื่อนประเด็นแรงงาน
มาอย่างยาวนาน และปัจจุบันดำารงตำาแหน่งรองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย
ระบุว่า การปรับค่าจ้างทำาให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จริง แต่โดยรวมแล้วชีวิตความเป็นอยู่แรงงาน
ไม่ได้ดีขึ้น เพราะค่าครองชีพปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าทั้งค่าอาหาร ค่าน้ำา และค่าไฟฟ้า แต่ที่
สำาคัญที่สุด ก็คือ รายได้จากค่าทำางานล่วงเวลาที่หดหายไป เพราะเงินค่าล่วงเวลาจะผูกติดกับ
ค่าจ้าง หากค่าจ้างสูงค่าล่วงเวลาก็ต้องเพิ่มตามสัดส่วน ส่งผลให้นายจ้างเร่งลูกจ้างผลิตสินค้าเพื่อ
หลีกเลี่ยงไม่ต้องจ้างงานล่วงเวลา ยกเว้นกรณีที่จำาเป็นจริงๆ จากที่แรงงานเคยได้เงินบวกกับ
ค่าล่วงเวลาวันละ ๔๐๐ - ๕๐๐ บาท ก็ลดลงเหลือ ๓๐๐ บาท ยิ่งไปกว่านั้นยังมีลูกจ้างที่ถูก
นายจ้างเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม โดยหลายจังหวัดที่ถูกเลิกจ้างแล้ว เช่น นครราชสีมา นครปฐม

