Page 75 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 75
รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 73
ของตนเองเพราะที่อยู่อาศัยในเมืองมีราคาแพงมาก โดยเฉพาะราคาที่ดิน พวกเขาจึงต้องบุกเบิกที่ดิน
ว่างเปล่าซึ่งไม่มีผู้ใดแสดงกรรมสิทธิ์ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย จนปัจจุบันมีชุมชนแออัดทั่วประเทศอยู่ราว
๓.๒ ล้านคน
นอกจากปัญหาสำาคัญเรื่องการไล่รื้อ ชาวชุมชนแออัดต้องประสบปัญหาด้านสาธารณูปโภค
หลายประการ เริ่มตั้งแต่ การขอทะเบียนบ้าน เพราะเจ้าหน้าที่อ้างว่า ผิดพระราชบัญญัติควบคุม
อาคารเพราะปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เหตุผลที่ลึกไปกว่านั้นก็คือ เกรงว่าการออก
ทะเบียนบ้านเท่ากับเป็นการยอมรับการบุกเบิกของชุมชน ปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน จากการ
ต่อสู้เป็นรายชุมชนได้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายสลัม ๔ ภาคและเคยเจรจากับรัฐบาลในนาม
สมัชชาคนจน ปัจจุบันแม้รูปการของการไล่รื้อจะลดความรุนแรงลง แต่ความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย
ยังเป็นปัญหาที่แฝงลึกอยู่ทุกชุมชน ในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ภาพรวมของสถานการณ์ไล่รื้อไม่รุนแรง
ทั้งผลจากภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ทำาให้เจ้าของที่ดินไม่เร่งเร้าที่จะขับไล่ชุมชนเพื่อนำาที่ดินไปลงทุน
เชิงธุรกิจ และผลของงานพัฒนาด้านชุมชนแออัดในรอบ ๒๐ ปีที่ผ่านมา ช่วยทำาให้สังคมตระหนักว่า
ไม่ควรไล่รื้อชุมชนด้วยความรุนแรงแบบเก่า แต่ชุมชนก็ยังประสบปัญหาความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย
เพราะไม่มีหลักประกันว่าชุมชนจะอยู่ต่อไปได้นานเพียงใด ถึงวันหนึ่งที่เจ้าของที่ดินต้องการใช้ที่ดิน
ชุมชนก็ต้องยอมรื้อย้าย และที่รองรับก็มักจะอยู่ไกล สถานการณ์เช่นนี้จึงเรียกว่า การไล่รื้อไม่รุนแรง
แต่ก็ไม่มีความมั่นคง ซึ่งนำามาสู่การกำาหนดยุทธศาสตร์ด้านที่อยู่อาศัยของคนสลัมว่าด้วยสิทธิที่จะ
มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคงในเมือง โดยใช้แนวทางปรับปรุงสภาพที่อยู่อาศัยเดิม และรับรองความมั่นคงใน
ที่อยู่อาศัย การต่อสู้จึงมุ่งไปยังประเด็นสำาคัญ คือ พ.ร.บ.ชุมชนแออัด คณะกรรมการชุมชนแออัด
ระดับชาติ และกองทุนที่อยู่อาศัย กรณี “เครือข่ายแรงงานอิสระ” เป็นภาพสะท้อนของปัญหาการ
เลิกจ้างและความมั่นคงในการทำางานที่วิกฤติมากในช่วงหลังวิกฤติเศรษฐกิจ ซึ่งมีตัวเลขคนว่างงาน
ถึง ๒ ล้านคน กล่าวคือ ปัญหาดังกล่าวจึงทำาให้กระแสการเรียกร้องประกันว่างงานตื่นตัวขึ้นมา
อีกครั้ง หลังภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ในปี ๒๕๔๐ ทำาให้เกิดการเลิกจ้างเนื่องมาจากการล่มสลายของ
ธุรกิจหลายประเภท โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น เช่น ตัดเย็บ สิ่งทอ อาหาร
อีเล็คทรอนิค เซรามิค เครื่องประดับ อุตสาหกรรมยาง ซึ่งมีสัดส่วนเป็นคนงานหญิงถึงร้อยละ ๙๐
และแรงงานในภาคบริการ
เมื่อสถานการณ์ของคนงานประสบภาวะเลวร้ายเช่นนี้ จึงทำาให้ขบวนการแรงงานทุกส่วน
ตื่นตัวกัน ขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐจัดการปัญหาความเดือดร้อนให้แก่คนงานทั้งในระดับเฉพาะหน้าและ
ในระยะยาว คือ การประกันว่างงานที่อาจจะมีการเกิดวิกฤตการณ์เลิกจ้างระลอกใหม่เกิดขึ้นอีกเมื่อไร
ก็ได้ และขบวนการแรงงานดังกล่าวนี้ ยังทำาการติดตามการบังคับใช้ พ.ร.บ. ประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓
ซึ่งเป็นกฎหมายที่ได้มาจากการเรียกร้องของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งในขณะนั้นมีการบังคับใช้ประโยชน์ทดแทน
เพียง ๔ ประเภทจาก ๗ กรณีประโยชน์ทดแทน ส่วนการสงเคราะห์บุตร ชราภาพ และประกันว่างงาน
เป็น ๓ กรณีหลังที่ยังคงไม่ประกาศใช้ แม้กฎหมายประกันสังคมจะบังคับใช้มา ๗ ปี แล้ว

