Page 72 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 72
70 รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
แม้กระนั้นหากพิจารณาอย่างลึกซึ้งแล้ว องค์กรพัฒนาเอกชนยังเผชิญกับข้อจำากัดและความ
ท้าทายใหม่ๆ มากมาย เพราะลัทธิโลกาภิวัตน์โดยมีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมข้ามชาติเป็นตัวนำา
ระบบเศรษฐกิจนี้ทำาให้อำานาจรัฐอ่อนแอลง ไม่สามารถปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ได้ แต่ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ก่อให้กระแสการเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนไหว
ภายใต้แนวคิดต่างๆ มากมาย เช่น กระแสเศรษฐกิจพอเพียงและการพึ่งตนเอง ประชาธิปไตยทางตรง
และประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมเป็นกลไกเพื่อขับเคลื่อน
ชุมชนและพัฒนาสังคม กระแสเหล่านี้ทำาให้องค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอปรับเปลี่ยนวิธีการทำางาน
ซึ่งนอกจากจะเป็นงานให้บริการทางสังคม งานเผยแพร่และรณรงค์แล้ว ยังต้องแสวงหาความร่วมมือ
ภาคประชาชนในหลากหลายรูปแบบ ก่อให้เกิดการรวมกลุ่มและเครือข่ายขึ้นมาเพื่อถ่วงดุลกับทุนนิยม
โลกซึ่งเคลื่อนไหวผ่านกลไกรัฐและทุน (จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร, อ้างแล้ว, น. ๑๒๗) กอปรกับระเบียบ
การเมืองใหม่ที่เอื้ออำานวย (รัฐธรรมนูญ ๔๐) ที่เปิดโอกาสรับรองสิทธิชุมชน สิทธิพลเมือง เอ็นจีโอ
จึงเป็นภาคพันธมิตรกับประชาชนในการเคลื่อนไหวเพื่อผลักดันและเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือ
นโยบายสังคมที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คน อย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อน
ขององค์กรพัฒนาเอกชนยังมิได้หยุดเพียงเท่านี้ เนื่องจากปัญหาสังคมที่ส่งผลต่อกลุ่มผู้ด้อยโอกาส
ซับซ้อนทวีความรุนแรงมากขึ้น บ่อยครั้งไม่สามารถต่อกรหรือต่อสู่กับอำานาจรัฐและกลุ่มทุนได้
เพราะฉะนั้น วิธีการทำางานในบทบาทการเป็นภาคีความร่วมมือเพื่อการพัฒนายังไม่เพียงพอต่อ
การสร้างความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคม เห็นได้จากทัศนคติของผู้คนในสังคมทั่วไป
ภาครัฐ และภาคเอกชนยังมองภาพเอ็นจีโอในทางลบหรือเป็นปฏิปักษ์ต่อการพัฒนาตามนัยยะของรัฐ
และกลุ่มทุนด้วยซ้ำาไป
นอกจากนี้ ปัญหาประการสำาคัญขององค์กรพัฒนาเอกชนอีกประการหนึ่ง คือ ขาดการ
รวมรวบหรือสังเคราะห์ประสบการณ์อย่างเป็นระบบ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วองค์กรพัฒนาเอกชนไทย
เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาสังคมมายาวนานพอสมควร แต่ขาดการรวบรวม
และสังเคราะห์ให้เป็นระบบ ประสบการณ์ที่สำาคัญหลายส่วนจะติดอยู่กับตัวบุคคลที่ทำางาน แต่มิได้
ถูกถ่ายทอดหรือไม่ได้มีช่องทางการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติงานให้กับ
ผู้ปฏิบัติงานอื่นทั้งภาครัฐและบุคคลทั่วไปได้ศึกษามากนัก (จตุรงค์ บุญรัตนสุนทร, อ้างแล้ว, น. ๑๓๐)
ประเด็นนี้อาจกล่าวได้ว่า ประสบการณ์ที่ได้จากการปฏิบัติงานของนักพัฒนาเอกชนไม่ได้ถูกทำาเป็น
หลักการ แนวคิด และทฤษฎีเท่าที่ควร กล่าวคือเกิดช่องว่างระหว่างการปฏิบัติงานกับหลักการ
แนวคิด และทฤษฎี ซึ่งแนวโน้มวิธีการทำางานในอนาคตที่จะเป็น คือ การทำางานอย่างหนุนเสริมหรือ
เป็นหุ้นส่วนกันระหว่างนักพัฒนาเอกชนและนักวิชาการที่ช่วยสนับสนุนเติมเต็มให้ซึ่งกันและกัน
สร้างเวทีการเรียนรู้ระหว่างนักพัฒนาเอกชนและนักวิชาการ เมื่อเกิดเวทีการเรียนรู้เพื่อแลกเปลี่ยน
องค์ความรู้และประสบการณ์แล้ว หลักการและแนวคิดจะนำาไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มเป้าหมายได้ตาม
สถานการณ์จริง ขณะเดียวกันประสบการณ์การทำางานของนักพัฒนาเอกชนก็จะถูกต้องเป็นหลักการ

