Page 71 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 71
รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 69
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในแต่ละสมัยทำาให้เอ็นจีโอต้องปรับวิธีการทำางาน
ตลอดจนบทบาทของตนเองไปตามพลวัตสภาพปัญหาและกระแสสังคม โดยจะเห็นได้ว่าช่วงก่อน
พ.ศ. ๒๕๓๘ บทบาทของเอ็นจีโอมุ่งทำางานพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การส่งเสริมอาชีพ การศึกษา
สาธารณสุข โดยเน้นการทำางานกับกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่มากกว่าการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย
งานด้านการเผยแพร่ รณรงค์ สืบเนื่องจากยุคสมัย พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ประเทศไทยดำาเนิน
นโยบายเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เอ็นจีโอจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการและ
กระบวนการทำางาน โดยร่วมมือกับประชาชนจัดทำาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและข้อเรียกร้องต่างๆ
ของประชาชนสู่ภาครัฐ รวมทั้งเข้ามาเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาผลกระทบทางนโยบายและโครงการ
พัฒนาทางราชการ จนกระทั่ง ปีพ.ศ. ๒๕๓๘ จึงเกิดกระแสองค์กรและเครือข่ายภาคประชาชน วันที่
๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๘ เกิดการเปลี่ยนที่สำาคัญยิ่งของสังคมไทย กล่าวคือ เกิดเครือข่ายภาคประชาชน
ที่ชื่อว่า “สมัชชาคนจน” ซึ่งมีจุดเน้นด้านการขจัดความเหลื่อมล้ำาและสร้างความเป็นธรรมให้กับ
คนยากจน ดังนั้น วิธีการการทำางานของเอ็นจีโอจึงปรับเปลี่ยนเป็น “พันธมิตรแห่งความหวัง”
(Alliance of hope) ที่พยายามส่งเสริมซึ่งกันและกันกับประชาชนผู้ยากจน ตลอดจนเชื่อมโยง
ส่งเสริมการพัฒนาการเมืองแบบประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนมากยิ่งขึ้น (เดช พุ่มคชา, ๒๕๔๒,
น. ๑๑๒ - ๑๑๓) โดยมีจุดยืนที่สำาคัญคือการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงาม ยืนหยัดเคียงข้างบุคคลผู้ถูก
กดขี่หรือคนชายขอบในสังคมไทย
ปัญหาและข้อท้าทายในการทำางานเอ็นจีโอนั้น เดช พุ่มคชา (อ้างแล้ว, น. ๑๑๘ - ๑๒๐) มองว่า
ผู้ทำางานองค์กรพัฒนาเอกชนปัจจุบันนี้ ยังขาดทักษะและความเชี่ยวชาญในการกุมสภาพชุมชน
หรือกลุ่มเป้าหมาย ขณะเดียวกัน เอ็นจีโอต้องเผชิญกับข้อท้าทายสำาคัญคือความรุนแรงซับซ้อน
ของปัญหาสังคมปัจจุบันที่ผูกโยงอย่างแนบแน่นกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนา
อุตสาหกรรมเป็นหลัก เอ็นจีโอจึงต้องพัฒนาองค์ความรู้ของตนเอง รู้เท่าทันโลกและสังคม
ที่สำาคัญคือ การรักษาอุดมการณ์ของตนเองให้ได้ ไม่อยู่เหนือหรือดำารงตนไว้ยิ่งใหญ่กว่าคนยากจน
หรือประชาชนกลุ่มเป้าหมาย หากแต่เอื้ออำานวยหรือการเป็นผู้กระตุ้นให้ประชาชนได้กลายเป็น
ผู้กระทำา (Actor) นอกจากนี้ ด้วยอิทธิพลของโลกาภิวัตน์และการเคลื่อนไหวของทุนข้ามชาติ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำาให้
องค์กรพัฒนาเอกชนตลอดจนองค์กรสาธารณประโยชน์ต้องปรับกลไกและบทบาทของตนเอง
ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลง เช่น การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคประชาชน การ
ตรวจสอบ กฎ ระเบียบ และมาตรการต่างๆ ที่มีมาในอดีต ยกเลิกกฎหมายหรือมาตรการที่ล้าสมัย
เป็นต้น (สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๖, น. ๒๓๑) เพื่อการเปลี่ยนแปลงสู่
พลังความเข้มแข็งของประชาชนอย่างแท้จริง วิธีการนี้จึงอาจเป็นเป้าหมายที่นำาไปสู่ความยั่งยืนกับ
กลุ่มเป้าหมายและสร้างความเป็นธรรมทางสังคมในที่สุด

