Page 70 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 70
68 รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
ตนเองและผู้อื่นอย่างมีคุณค่า โดยเอ็นจีโอได้พยายามสอดแทรกและผนวกสาระด้านนี้ผสมผสานไปใน
กิจกรรมหลายๆ ประเภทของการพัฒนา
๒. งานส่งเสริมและพัฒนาการรวมกลุ่ม เอ็นจีโอให้ความสำาคัญกับการรวมกลุ่มของ
ประชาชนเพื่อทำากิจกรรมการพัฒนา เพราะเชื่อว่าการที่ประชาชนจะสามารถช่วยเหลือตนเองได้ดีและ
ต่อเนื่องต้องอาศัยความเป็นกลุ่มรองรับ จึงมีการส่งเสริมและพัฒนาการรวมกลุ่มประเภทต่างๆ ขึ้น
เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มสตรี กลุ่มเยาวชน กลุ่มสหกรณ์ร้านค้า กลุ่มธนาคารข้าว เป็นต้น
๓. งานศึกษา เผยแพร่ และรณรงค์ เอ็นจีโอเชื่อว่า การพัฒนาสังคมเป็นหน้าที่และความ
รับผิดชอบที่ทุกคนจะต้องจำาเป็นเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนาด้วย ดังนั้น จำาต้องศึกษา
ให้รู้และเข้าใจถึงสภาพและสาเหตุของปัญหาทั้งระดับกว้างและระดับใกล้ตัวประชาชน ผลการศึกษา
ดังกล่าวจะช่วยให้สามารถร่วมกันกำาหนดงานกับกลุ่มเป้าหมายได้เหมาะสมยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมุ่ง
ให้ประชาชนในวงกว้างได้รับรู้ผลการศึกษา และงานนี้ทำาเพื่อให้สาธารณชนเกิดการตระหนัก ยอมรับ
เข้าใจ และมีส่วนแบ่งเบางานพัฒนาของสังคมทั้งด้านป้องกันและแก้ไข ภารกิจด้านนี้ดูเหมือนว่า
เอ็นจีโอกระทำาล้ำาหน้ามากกว่าภาคราชการ เพราะมีความยืดหยุ่นสูง ข้อจำากัดน้อยกว่า จึงมักก่อให้
เกิดความขัดแย้งโดยเฉพาะผู้มีอิทธิพลหรือส่วนราชการได้
๔. งานริเริ่มผลักดันและเสนอแนะทางเลือก เอ็นจีโอมักมีความฉับไวในการตัดสินใจริเริ่ม
กิจกรรมแบบนำาร่องขึ้นก่อน เมื่อได้ผลก็นำาออกมาเผยแพร่เพื่อให้มีการขยายผลหรือการปรับเปลี่ยน
นโยบายด้านนั้น
ขณะเดียวกัน ราณี หัสสรังสี (๒๕๔๒, น. ๑๘๓ - ๑๘๕) ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับบทบาทของ
เอ็นจีโอว่า เอ็นจีโอนั้นมีหน้าที่เชื่อมประสานกลุ่มคนผู้ไร้สิทธิไร้เสียงในสังคม โดยให้เขาเหล่านั้น
ได้มีพื้นที่ในทางสาธารณะ รวบรวมปัญหา ความต้องการของผู้คนเหล่านี้ให้สังคมโดยรวมได้
ตระหนักร่วมผ่านการประสานงานกับองค์กรชาวบ้าน นักวิชาการ จนนำาไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงโนบาย
ต่อภาครัฐให้มีการเปลี่ยนแปลงเฉกเช่นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐
ก็มีหลายมาตราที่กำาหนดโดยฝ่ายประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชน และรัฐธรรมนูญ
ปีพ.ศ. ๒๕๔๐ นี้เองเป็นเงื่อนไขหรือปัจจัยสำาคัญที่ทำาให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิธีการทำางานของ
องค์กรพัฒนาเอกชน โดยทำางานผ่านเครือข่ายพันธมิตรเพื่อปฏิบัติการบางอย่างจนกลายเป็น
ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Movement) ขึ้น จนนำาไปสู่การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวโดยมี
แนวร่วมเป็นคนยากจน นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน สื่อ เพื่อดำาเนินกิจกรรมบางอย่างที่ต่อต้านหรือ
คัดค้านความไม่เป็นธรรมอันเกิดจากนโยบายของรัฐและแนวทางการพัฒนาตามแบบอุตสาหกรรม
นิยม ซึ่งการดำาเนินงานนั้นเกิดขึ้นทั้งในระดับพื้นที่ (พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายหรือการ
ดำาเนินการของรัฐ) และพื้นที่สาธารณะซึ่งเป็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการเสนอข้อเรียกร้องหรือข้อเสนอแนะ
เชิงนโยบายกับภาครัฐเพื่อปรับเปลี่ยน ปรับปรุง รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ
กำาหนดทิศทางการพัฒนาประเทศเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คนโดยรวม

