Page 51 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 51
รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 49
จากโครงการเหมืองแร่โปแตช ก็ได้รวมตัวกันคัดค้านโครงการ ในภาคเหนือ หลังจากที่สมัชชาคนจน
เริ่มอ่อนพลังลง ก็ได้เกิดสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ในปี ๒๕๔๕ ที่มีบทบาทเรียกร้องการ
แก้ปัญหาที่ดิน หนี้สิน ราคาพืชผล และอื่นๆ ต่อรัฐ เกิดสมัชชาชนเผ่าแห่งประเทศไทยที่เรียกร้อง
สิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งในเรื่องฐานทรัพยากร สิทธิพลเมือง และอื่นๆ ขณะที่กลุ่มเดิม เช่น เครือข่าย
ป่าชุมชนก็ยังขยายพื้นที่สร้างความเข้มแข็งการจัดการป่าในระดับพื้นที่ เช่นเดียวกับเครือข่าย
เกษตรกรรมทางเลือก และอื่นๆ ก็ยังดำาเนินต่อไป
กล่าวโดยสรุป จุดเปลี่ยนสำาคัญของยุคนี้ ได้แก่ วิกฤติเศรษฐกิจ ทำาให้กลุ่มทุน เช่น
ทุนการเงิน ทุนเทคโนโลยี กระโดดเข้ามาถืออำานาจรัฐ พร้อมกับการปรับโครงสร้างเพื่อก้าวสู่ทุนนิยม
เสรีใหม่ เช่น การแปรรูปฐานทรัพยากร และกิจการสาธารณะ ในทางการเมืองเกิดรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐
ที่เปิดพื้นที่ให้กับภาคประชาสังคมมีส่วนร่วมในนโยบายรัฐผ่านองค์กรอิสระ แต่ในทางกลับกันก็สร้าง
ให้เกิดรัฐบาลที่เข้มแข็งสามารถกระชับอำานาจจนองค์กรตรวจสอบต่างๆ ทำางานไม่ได้ อีกทั้งนโยบาย
ประชานิยมได้ทำาให้มิติการพัฒนาแนวพึ่งตนเองถูกมองข้าม ประชาชนสนใจการพึ่งรัฐบาลเป็นหลัก
จุดแตกหักระหว่างองค์กรพัฒนาเอกชนกับรัฐบาลเกิดขึ้น ในปี ๒๕๔๕ ที่รัฐบาลใช้กำาลังปราบปราม
ผู้ชุมนุมคัดค้านโครงการท่อก๊าซที่จะนะ และชาวบ้านปากมูล
ยุคความแตกแยกทางการเมือง กับพื้นที่หดแคบของภาคประชาสังคม
และขบวนการฐานทรัพยากร (๒๕๔๙ - ปัจจุบัน)
การรัฐประหาร ปี ๒๕๔๙ ได้กลายจุดหักเหทางการเมืองครั้งสำาคัญ เป็นการขัดแย้ง
ระหว่างพลังทางการเมืองขั้วหนึ่งที่ต้องการสร้างการมีส่วนร่วมและตรวจสอบอำานาจรัฐโดยประชาชน
ผ่านองค์กรอิสระ กับพลังทางการเมืองขั้วหลักที่ต้องการกระชับอำานาจอยู่ที่ประชาธิปไตยตัวแทนผ่าน
พรรคการเมือง การเมืองสองข้างพุ่งเป้าไปที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระดับบน โดยไม่สนใจ
การเพิ่มคุณภาพประชาธิปไตยทางตรงผ่านการกระจายอำานาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน และสิทธิ
ชุมชนผ่านรูปธรรมปัญหาในชีวิตประจาวันที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้พื้นที่การขับเคลื่อนทางนโยบายและ
สังคมของขบวนการฯ จึงหดแคบ
ในด้านทิศทางการพัฒนา ตั้งแต่รัฐบาลทักษิณเป็นต้นมาได้เสนอนโยบายประชานิยม
ที่จัดสรรทรัพยากรตรงไปที่ชาวบ้านเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น ข้อเสนอดังกล่าวยิ่งได้สร้างบทบาทให้
รัฐรวมศูนย์แก้ปัญหาและกำาหนดการพัฒนาทุกอย่าง แนวทางการพัฒนาแบบพึ่งตนเอง และการ
เรียกร้องการกระจายอำานาจ หรือแบ่งอำานาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการทรัพยากรและชีวิตของตนเอง
ที่องค์กรพัฒนาเอกชนสนับสนุนซึ่งเรียกร้องความมีวินัยและความสามารถในการบริหารจัดการของ
ชุมชนจึงไม่ได้ความใส่ใจ
แต่กระนั้นก็ตามด้วยปัญหาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากร เกษตรที่ยังเดินไปในทิศทางที่มี
ปัญหา ก็ยังทำาให้การเคลื่อนไหวของขบวนการดำาเนินต่อไปในหลายรูปแบบ

