Page 55 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 55
รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 53
ระดับชาติ โดยไปเป็น “พี่เลี้ยง” “ที่ปรึกษา” “กองเลขา” “กลไกสนับสนุนทุน” และอื่นๆ
ทำาให้มีพลังขับเคลื่อนทางสังคมสูงในช่วงหนึ่ง
v แต่ข้ออ่อนคือ ขาดความฉับไว ยืดหยุ่นในการตรวจสอบนโยบาย หากเป็นปัญหา
ทางนโยบายที่อยู่ในระดับบน (เพราะต้องรอชาวบ้านพร้อม ต้องให้เจ้าของปัญหา
พูด ฯลฯ) องค์กรพัฒนาเอกชนกลายเป็น “เงา” ไม่แสดงบทบาทของตนเองอย่าง
เป็นเอกเทศ (มักถูกสังคมวิจารณ์ว่าพูดแทนชาวบ้าน) ที่อาจเปิดประเด็นต่างจาก
ชาวบ้าน
v องค์กรพัฒนาเอกชนเริ่มสูญเสียบทบาทเชิงรุกทางยุทธศาสตร์ในการเปิดประเด็น
สาธารณะ การตรวจสอบนโยบาย โครงการในระดับกว้าง (นักวิชาการสาธารณะที่แม้มี
ความรู้ไม่ลุ่มลึกกลับมีบทบาทชี้นำาทางสังคมมากกว่า)
v การวางเป้าหมายที่การพัฒนาข้อเสนอและผลักดันนโยบายโดยที่ขาดความ
สุกงอมเพียงพอ เช่น เร่งร่างข้อเสนอนโยบาย โดยที่สังคมยังไม่ได้เข้าใจปัญหา และ
เห็นทางเลือกทางนโยบายต่างๆ (แม้การเสนอพรบ.ป่าชุมชนจะทำาครบกระบวนการ
แต่ยังไม่ถึงขั้นเห็นเค้าโครงการปฏิรูปป่าและฐานทรัพยากรทั้งระบบ)
v ยุทธศาสตร์การสื่อสารสาธารณะมีข้อจำากัด เน้นนำาเสนอในภาพปัญหาที่ซับซ้อน
ที่มีฐานจากคนชายขอบ ขาดยุทธศาสตร์และนวตกรรมที่จะดังพลังสังคมส่วนอื่นๆ
มาร่วมขับเคลื่อน (แบบที่องค์กรพัฒนาเอกชนไม่จำาเป็นต้องเป็นศูนย์กลางการ
เคลื่อนไหว)
v ภายในขบวนการ ขาดบุคลากรที่มีความรู้อย่างหลากหลาย (ทำาเรื่องทรัพยากร
และสิ่งแวดล้อม แต่ไม่มีองค์กรพัฒนาเอกชนที่ศึกษาด้านนิเวศ ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์
วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ฯลฯ) ส่วนใหญ่มีนักพัฒนาสังคม นักกฎหมาย
v เมื่อล้มเหลวผลักดันนโยบายระดับชาติ ไม่สามารถขับเคลื่อนผ่านองค์กรอิสระ
แต่ในระดับท้องถิ่น ก็ไม่สามารถเชื่อมต่อกับ อปท. และกลไกรัฐท้องถิ่นได้มากนัก
ทำาให้ขาดพื้นที่ และกลไกทางนโยบาย
v ขณะที่ปัญหาเรื่องทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมขยายตัวรุนแรง ผู้ได้รับผลกระทบ
เป็นวงกว้าง (ทั้งคนชนบทและเมือง) ขบวนการทรัพยากรและสวล.กลับหดตัว
แตกกระจาย ไม่มีพลังพื้นที่ในการเมืองสิ่งแวดล้อมระดับชาติอีกต่อไป เหลือแต่รัฐ
ที่ยังมีบทบาทชี้นำา และดำารงความเป็นองค์กรหลักในการสร้างปัญหาและสร้างภาพ
การจัดการปัญหาต่อไป

