Page 53 - รายงานการศึกษาบทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง
P. 53

รายงานการศึกษา บทบาทของภาคประชาสังคมในการคุ้มครองสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 51







                     สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนอย่างกว้างขวางจึงได้เกิดการรวมตัวเป็นเครือข่าย เช่น

                     เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายป่าชุมชน เครือข่ายสิ่งแวดล้อม และอื่นๆ ก้าวสู่ทศวรรษ
                     ๒๕๔๐  แม้ขบวนการจะสามารถผลักดันโครงสร้างทางกฎหมายนโยบายระดับชาติได้ เช่น แผน

                     พัฒนาฯ และรัฐธรรมนูญ แต่ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่กระทบต่อชีวิตประชาชน และเมื่อเกิดรัฐบาล
                     เข้มแข็งด้วยนโยบายประชานิยมที่ตอบสนองวิกฤติเศรษฐกิจของประชาชน ทำาให้ทิศทางการพัฒนา

                     แนวพึ่งตนเองลดบทบาทลง พร้อมกับการเมืองที่ตรวจสอบนโยบายรัฐเชิงวิพากษ์ก็ลดบทบาทลงด้วย
                     และเมื่อรัฐบาลกระโจนเข้าสู่ทุนนิยมเสรี สนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ แปรรูปทรัพยากรสาธารณะ

                     ทำาให้ขบวนการแตกหักกับรัฐบาล ชุดเชื่อมทางการเมืองหายไป จนเข้าสู่รัฐประหาร ๒๕๔๙ การเมือง
                     กลายเป็นเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อกลุ่มอำานาจระดับบน ปัญหาพื้นฐานของประชาชนในด้าน

                     ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจึงถูกเก็บไว้ “ใต้พรม”
                                 เมื่อสำารวจการเคลื่อนไหวของขบวนการต่างๆ พบว่า การผลักดันนโยบายรายทรัพยากร

                     และรายประเด็นที่แต่ละเครือข่ายดำาเนินการ แม้จะสำาคัญแต่ก็ไม่เพียงพอที่จะนำาไปสู่การปฏิรูป
                     โครงสร้างการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และเกษตรทั้งระบบได้ เพราะยังขาดจินตนาการ

                     ชุดความคิด องค์ความรู้ใหม่ และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนทางสังคมร่วมกันที่จะผลักดันให้เกิดการ
                     ปฏิรูปฐานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้น (กระบวนการปฏิรูปต่างๆ เช่น สมัชชาปฏิรูป สมัชชา

                     สุขภาพ และอื่นๆ ที่หลายฝ่ายสร้างขึ้นก็ยังไม่มีข้อเสนอที่มีพลัง และขาดฐานสนับสนุนจากประชาชน)

                                 แม้ทิศทางขององค์กรพัฒนาเอกชนและประชาสังคมกลุ่มต่างๆ จะหันไปเน้นงาน
                     พัฒนานโยบายและเสริมความเข้มแข็งระดับพื้นที่ ได้แก่ มุ่งสร้างนโยบาย กฎกติกา ข้อบัญญัติ

                     ระดับท้องถิ่น เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในการกำาหนดนโยบายจากส่วนกลางอีกต่อไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้
                     ว่ายุทธศาสตร์สร้างอำานาจในพื้นที่ยังเคลื่อนได้จำากัด กระจัดกระจาย และหากจะเติบโตขึ้นได้ก็ยัง

                     ต้องมีระบบ โครงสร้าง สถาบันระดับประเทศที่เอื้อให้เกิด (ลองเปรียบเทียบกับขบวนการสุขภาพ
                     ที่มีทั้งองค์กรระดับชาติที่เป็นอิสระหรือกึ่งอิสระ เช่น องค์กรสนับสนุนทุน (สสส.) สถาบันวิชาการ

                     (สวรส. สช. ฯลฯ) องค์กรผลักดันนโยบาย (คสช. ฯลฯ) ที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการให้
                     เติบโตขึ้นได้)

                                 ความไม่ก้าวหน้าในการขับเคลื่อนนโยบาย ส่วนหนึ่งมาจากความไม่พร้อมของ

                     ขบวนการแต่ละขบวนซึ่งต่างก็มีข้อจำากัดทั้งในเรื่อง การพัฒนาองค์ความรู้ การรณรงค์สาธารณะ
                     การสร้างผู้นำา การบริหารจัดการเครือข่าย การระดมทรัพยากร การล็อบบี้ และอื่นๆ ที่ต้องการ

                     หนุนเสริมพลังกันให้มากขึ้น

                                 ในอีกด้านหนึ่งบทบาททางสังคมและการเมืองของขบวนการก็ดูถดถอยลง เนื่องจาก
                     ขาดความชัดเจนในเชิงเป้าหมาย ยุทธศาสตร์ และขาดกระบวนการเชิงรุกเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้
                     กับสาธารณะอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องในสถานการณ์ปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมและเกษตร

                     ในเชิงระบบ ซึ่งแต่ละขบวนที่เคลื่อนไหวอยู่ก็ทำาได้เฉพาะในประเด็นของตนเอง
   48   49   50   51   52   53   54   55   56   57   58